Home arrow News arrow แพทยสภาล้อมคอกสเต็มเซลล์ ออกข้อบังคับคุมแพทย์-นักวิจัย
แพทยสภาล้อมคอกสเต็มเซลล์ ออกข้อบังคับคุมแพทย์-นักวิจัย Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พุธ, 30 กรกฎาคม 2008

       

Image

 

        หลังจากที่เกิดข้อถกเถียงในวงวิชาการแพทย์ถึงการนำเซลล์ต้นกำเนิด หรือสเต็มเซลล์ มาใช้ในการบำบัดรักษาโรคต่างๆ ว่าอาจเข้าข่ายขัดต่อหลักจริยธรรม และวิธีดังกล่าวยังไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่กำกับดูแลนั้น

 

        เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา เปิดเผยในการประชุมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดในการบำบัดรักษาโรคนอกเหนือจากการรักษาโรคทางโลหิตวิทยา พ.ศ. ... ซึ่งจัดที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ว่า แพทยสภาได้อาศัยอำนาจ มาตรา 21 (3) (ช) และความเห็นชอบของสภานายกพิเศษ มาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 ออกข้อบังคับเกี่ยวกับ "การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Stem cells) ในคน" หรือ "เซลล์ที่เจริญมาจากการเพาะเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิด (Progenitor cell)

นพ.สมศักดิ์กล่าวถึงข้อบังคับว่า 1.การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดที่มีการทดลองหรือวิจัยจนเป็นที่ยอมรับว่าได้มาตรฐานและแพทยสภาเห็นชอบ แพทย์ที่ให้การรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดก่อนมีข้อบังคับต้องส่งหลักฐานที่ระบุว่าการรักษาเป็นวิธีมาตรฐานให้แพทยสภาพิจารณาภายใน 60 วัน หลังข้อบังคับประกาศใช้ 2.กรณีปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อการรักษาโรคในคนที่ยังอยู่ระหว่างทดลองหรือวิจัย โครงการวิจัยดังกล่าวจะต้องผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการทำวิจัยในคนของสถาบันที่ผู้ทำวิจัยสังกัด และต้องผ่านการรับรองด้านวิชาการจากคณะกรรมการวิชาการพิจารณาการศึกษาวิจัยในคนด้านเซลล์ต้นกำเนิด ซึ่งขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อยู่ระหว่างสรรหากรรมการ และต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการพิจารณาการศึกษาวิจัยในคนของ สธ. แต่หากเป็นโครงการวิจัยที่เริ่มโครงการก่อนมีข้อบังคับฉบับนี้ ให้ส่งรายละเอียดโครงร่างการวิจัย คู่มือผู้วิจัย เอกสารรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการทำวิจัยในคนของสถาบันที่ผู้ทำวิจัยสังกัด รวมทั้งรายงานความปลอดภัยและรายงานอาการไม่พึงประสงค์ ทั้งหมดให้แพทยสภาพิจารณาภายใน 60 วัน นับแต่ข้อบังคับฉบับนี้ประกาศใช้ 3.ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ทำการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดต้องมีวุฒิบัตร หรือหนังสืออนุมัติในอนุสาขา หรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับโรคของผู้ป่วย และต้องได้รับการเห็นชอบจากแพทยสภา โดยมีผลภายใน 30 วัน นับแต่ข้อบังคับมีผลบังคับใช้

"แพทยสภาจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมใหญ่ภายในเดือนสิงหาคมนี้ จากนั้นจะเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงนามประกาศในราชกิจจานุเบกษา คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้" นพ.สมศักดิ์กล่าว และว่า ปัจจุบันการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ที่ได้ผลรับรองมีเฉพาะโรคหลอดเลือดเท่านั้น ส่วนโรคอื่นๆ อาทิ โรคด้านสมอง หัวใจ ยังไม่มีข้อมูลบ่งชี้ทางการแพทย์ว่าได้ผล 100% แต่ปัจจุบันกลับมีโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนจำนวนมากโฆษณาให้ผู้ป่วยหลงเชื่อ ซึ่งการจัดแถลงข่าวเปิดเผยผลสำเร็จการวิจัยใหม่ๆ ของแพทย์ และโรงพยาบาลก็ถือว่าผิดจริยธรรม ซึ่งที่ผ่านมาได้เรียกโรงพยาบาลที่ทำผิดไปตักเตือนแล้ว

ที่มา  หนังสือพิมพ์ มติชน  วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

< Previous   Next >