Home arrow News arrow เครื่องมือวัดความสุขชุบชีวิตใหม่ผู้ป่วยเอดส์
เครื่องมือวัดความสุขชุบชีวิตใหม่ผู้ป่วยเอดส์ Print E-mail
User Rating: / 1
PoorBest 
Post by nakarin55 test   
จันทร์, 28 กรกฎาคม 2008

       

Image

 

        นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 เป็นต้นมา  “เอดส์” เป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกดั่งใบไม้ร่วง พร้อมๆ กับคนที่เป็นเอดส์จะถูกสังคมรังเกียจ และกีดกัน  มีสถานะที่ตกต่ำยิ่งกว่าพลเมืองชั้นสอง จนผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการเครียด ซึมเศร้า หมดกำลังใจที่จะต่อสู้กับโรคร้าย และมักจะเสียชีวิตอย่างหดหู่ จึงทำให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ออกมารณรงค์ให้สังคมยอมรับ เข้าใจ และเห็นใจผู้ป่วยเอดส์ เพื่อให้พวกเขาสามารถดำรงชีวิตบั้นปลายในสังคมได้อย่างมีความสุข

        ปัจจุบันสถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป หลังจากปี 2545  เป็นต้นมาผู้ป่วยได้รับการรักษามากขึ้น ด้วยระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า และเข้าถึงยาต้านไวรัส GPO-VIA  จึงทำให้มีอัตรารอดชีวิตสูงต่างจากเดิมที่ผู้ป่วยมีฐานะเท่านั้นที่สามารถซื้อยาต้านไวรัส AZT มาใช้รักษา เนื่องจากมีราคาแพง และต้องนำเข้าจากต่างประเทศ จนทำให้วงจรชีวิตของผู้ติดเชื้อไม่ได้ถูกแบ่งเป็น 3 ระยะ เหมือนที่ผ่านมา เพราะถ้าคนที่เข้าสู่ระยะ 3 แล้วกินยาต้านไวรัสอย่างเคร่งครัดตามแพทย์สั่ง จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติได้อีก ทั้งนี้ผู้ได้รับเชื้อเอชไอวี จะแบ่งเป็น 3 ระยะ คือระยะแรกได้รับเชื้อ ระยะที่ 2 แสดงอาการ และระยะที่ 3 มีโรคแทรกซ้อนเสียชีวิต

 

ดัชนีชี้วัดความสุข

จากกรณีดังกล่าวทำให้นักวิชาการจัดทำดัชนีชี้วัดความสุขผู้ป่วยเอดส์  เพื่อเป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงความพึงพอใจ หรือความต้องการของผู้ป่วยทั้งในด้านการให้บริการและการรักษาพยาบาล  ในเรื่องนี้ นายอมรินทร์ หน่อไชยวงค์ นักวิชาการสาธารณสุข 7 โรงพยาบาลสารภี จ.เชียงใหม่  หนึ่งในผู้สร้างดัชนีชี้วัดความสุขผู้ป่วยเอดส์ กล่าวว่า  การเข้าถึงยาของผู้ป่วย ทำให้ภาพน่ากลัวในระยะสุดท้ายเลือนหายไป เพราะคนเหล่านี้สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติในสังคม โดยบางรายมองจากรูปลักษณ์ภายนอกจะไม่ทราบว่าติดเชื้อแต่อย่างใด

                โดยเครื่องมือดังกล่าวจะสร้างขึ้นมาจากการกลั่นกรอง ชี้แจงทำความเข้าใจ และระดมความคิดเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าใน 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา และลำปาง โดยมีทั้งภาครัฐ เอกชน ผู้ติดเชื้อ ผู้ปฏิบัติงาน และผู้เชี่ยวชาญ จนได้ข้อมูลว่าอะไรบ้างที่ถือว่าเป็นความสุข และอะไรคือความทุกข์ของผู้ป่วย จากนั้นก็นำมาจัดเกณฑ์หาค่ามาตรฐาน และพัฒนาเครื่องมือให้เหมาะสมกับความเป็นจริงที่สุดมาตลอด

                 ซึ่งนายอมรินทร์ กล่าวว่า การทำเครื่องมือนี้ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณ จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2550 เป็นระยะเวลา 1 ปี แต่เนื่องจากการดำเนินโครงการยังไม่สมบูรณ์ จึงได้ต่อเวลาออกมาอีก 1 เดือน ขณะนี้ได้นำเครื่องมือวัดความสุข ที่อยู่ในรูปแบบของแบบสอบถาม 80 ข้อคำถาม 33 ตัวชี้วัด 6 หมวดความสุข มาทดลองใช้กับกลุ่มเป้าหมายผู้ติดเชื้อที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลต่างๆ จำนวน 1,600 ราย เพื่อนำผลที่ได้มาหาเกณฑ์ความสุขมาตรฐาน และปรับปรุงเครื่องมือให้เหมาะสมกับการนำไปใช้ในกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น 

                ทั้งนี้เครื่องมือจะทำให้การทำงานเกี่ยวกับเอดส์ของทุกฝ่ายง่ายขึ้น เพราะสะท้อนให้เห็นถึงความพึงพอใจ หรือความต้องการของผู้ป่วย ทำให้ทราบว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาเกิดสุข และอะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ซึ่งทั้งผู้ป่วยและผู้เกี่ยวข้อง จะสามารถแก้ไข ปรับตัวเข้าหากันได้ในลักษณะทางสายกลาง 

 

ครอบคลุมทั้ง 6 ด้าน

                ด้านนางสาวเทียนทอง   ต๊ะแก้ว นักวิชาการสาธารณสุข 7 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูน กล่าวถึงเกณฑ์มาตรฐานความสุขของผู้ป่วยที่จัดเป็นเครื่องมือเพื่อนำไปใช้ในอนาคต ว่าครอบคลุมทั้ง 6 ด้าน คือทางร่างกาย เช่น ผู้ป่วยมีสภาวะที่ดี ไม่เจ็บปวดทรมาน ไม่มีโรคแทรกซ้อน ตอบสนองต่อการรักษา พึ่งสถานพยาบาลน้อยลง มีพละกำลังในการดำเนินชีวิตประจำวัน ไม่อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย

ส่วนด้านจิตใจ จิตวิญญาณ ความเชื่อนั้น ผู้ป่วยสามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง มีความรู้สึกเป็นบวก จัดการกับความเครียดได้ เปิดเผยตัวเอง ไม่หลบซ่อน  ส่งผลดีต่อด้านครอบครัว คือครอบครัวยอมรับผู้ป่วยทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ให้กำลังใจกัน ช่วยเหลือเอาใจใส่  ขณะเดียวกันก็เกิดการยอมรับจากชุมชน ไม่ถูกแบ่งแยก ตลอดจนชุมชนยอมรับการมีครอบครัวของผู้ติดเชื้อ ได้รับสวัสดิการทางการแพทย์ สวัสดิการทางสังคม 

ขณะที่ทางเศรษฐกิจนั้น ผู้ป่วยสามารถเลี้ยงดูตนเองได้ มีแหล่งพึ่งพิงทางการเงิน ไม่ถูกปฏิเสธในการกู้ยืม มีรายได้พอสมควร และด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ มีที่อยู่อาศัยสะอาด ไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ  ทั้งนี้ในภาพรวมพบว่าผู้ป่วยจะมีความสุขได้ ต้องดำรงชีวิตอย่างพอเพียง และมีความหวัง ยอมรับการรักษาด้วยยา ที่เคร่งครัดยิ่งกว่าผู้ป่วยทั่วไป   

อย่างไรก็ตามอุปสรรคสำคัญในการสร้าง และพัฒนาเครื่องมือวัดความสุข คือการปิดกั้นตัวเองของกลุ่มผู้ติดเชื้อ ซึ่งส่วนหนึ่งไม่ต้องการเปิดเผยตัว และมักจะมีอารมณ์อ่อนไหวกว่าคนปกติ ในการทำงานจึงต้องใช้เวลา และอาศัยผู้ติดเชื้อบางรายที่มีคุณวุฒิทางการศึกษาช่วยเหลือ   ถึงแม้ว่าขณะนี้เครื่องมือดังกล่าว จะยังไม่ได้นำไปใช้อย่างแพร่หลาย แต่เชื่อว่าในอนาคต สถานพยาบาลต่างๆ จะเล็งเห็นความสำคัญของดัชนีชี้วัดความสุขผู้ป่วยเอดส์ เพื่อนำไปสู่การเยียวยาได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งทางกายและใจ 

ซึ่งหากวิเคราะห์ให้ถี่ถ้วนแล้ว จะพบว่าเป็นเครื่องมือที่โน้มนำให้ผู้ป่วยดำรงชีวิตอย่างพอเพียง พอใจในศักยภาพของตัวเอง และมีแนวคิดเชิงบวก ขณะเดียวกันก็เป็นผลสะท้อนให้สังคมมองเห็นความสำคัญ และไม่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของผู้ติดเชื้อนั่นเอง

 

ที่มา  สยามรัฐออนไลน์  26 กรกฎาคม 2551

Last Updated ( จันทร์, 28 กรกฎาคม 2008 )
< Previous   Next >