Home arrow News arrow ไบโอเทค-โนวาร์ตีสต่อยอดซีบีดี วิจัย "รา-แบคทีเรีย" ทำยาต้านติดเชื้อ
ไบโอเทค-โนวาร์ตีสต่อยอดซีบีดี วิจัย "รา-แบคทีเรีย" ทำยาต้านติดเชื้อ Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พฤหัสบดี, 17 กรกฎาคม 2008

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ที่โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ดร.กัญญวิมว์ กีรติกร ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) พร้อมด้วย ดร.มรกต ตันติเจริญ ที่ปรึกษาอาวุโสไบโอเทค และ ดร.แฟรงก์ ปีเตอร์เซ่น ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สถาบันเพื่อการวิจัยด้านชีวการแพทย์ของโนวาร์ตีส ร่วมแถลงข่าว "ความสำเร็จจากการร่วมค้นคว้าและพัฒนายารักษาโรคจากสารธรรมชาติระหว่างไบโอเทคและโนวาร์ตีสในประเทศไทย"

ดร.กัญญวิมว์กล่าวว่า ที่ผ่านมาไบโอเทคได้ร่วมกับบริษัท โนวาร์ตีส สวิตเซอร์แลนด์ ในการพัฒนายารักษาโรคจากสารธรรมชาติ โดยนักวิจัยไบโอเทคมีความชำนาญด้านจุลินทรีย์ ขณะที่โนวาร์ตีสมีความชำนาญในการนำสาระสำคัญไปพัฒนาเป็นยาชนิดใหม่ๆ ซึ่งโนวาร์ตีสมุ่งการพัฒนาไปที่ยาเกี่ยวกับโรคติดเชื้อ โรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็งและเนื้องอก เป็นต้น สำหรับการศึกษาจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่ 1 นักวิจัยไบโอเทคประสบความสำเร็จ ในการศึกษาจุลินทรีย์มากกว่า 2,500 ชนิด และสารบริสุทธิ์ที่ได้จากจุลินทรีย์อีก 70 ชนิด โดยมุ่งเน้นศึกษาจุลินทรีย์จำพวกเชื้อรา อาทิ ราแมลงและราน้ำ เบื้องต้นพบว่ามีฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรีย และวัณโรค แต่ยังไม่เสถียรเพียงพอในการนำมาพัฒนาเป็นยา

ดร.กัญญวิมว์กล่าวอีกว่า จากความสำเร็จในระยะที่ 1 จำเป็นต้องมีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยในระยะที่ 2 จะเป็นความร่วมมือในการประเมินศักยภาพเพิ่มเติมของเชื้อรา รวมทั้งยังขยายขอบเขตมาศึกษาเชื้อแบคทีเรียจำพวกแอคติโนมัยซีส โดยจะศึกษาหาสาระสำคัญที่สามารถพัฒนาเป็นยาตัวใหม่ๆ ได้ซึ่งประเทศไทยยังคงมุ่งเน้นโรคเขตร้อนต่างๆ ขณะที่โนวาร์ตีสจะมุ่งพัฒนายาในขอบเขตที่กว้างขึ้น ทั้งนี้ ระยะที่ 2 จะใช้เวลาในการศึกษาอีกประมาณ 3 ปี ตั้งแต่ปี 2551-2554 อย่างไรก็ตาม ไบโอเทคจะร่วมกับโนวาร์ตีสในการหาสารสำคัญทั้งในเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย เพื่อศึกษาว่าสารเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านเชื้อใดได้บ้าง และจะนำไปพัฒนาเป็นยาต่อไป ซึ่งการจะพัฒนาเป็นยาใหม่ๆ จำเป็นต้องใช้เวลากว่า 10 ปี เนื่องจากต้องผ่านขั้นตอนการทดสอบความปลอดภัยทั้งในระดับห้องปฏิบัติการ สัตว์ทดลอง และในระดับคลีนิค

ดร.มรกตกล่าวอีกว่า สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ไม่ต้องกังวลว่าประเทศไทยจะเสียเปรียบด้านสิทธิบัตร เนื่องจากความร่วมมือดังกล่าวเป็นไปตามหลักปฏิบัติภายใต้อนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ หรือซีบีดี ในการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแบ่งปันประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งไทยยังคงได้รับสิทธิการเป็นเจ้าของของจุลินทรีย์ที่ค้นพบ ขณะที่โนวาร์ตีสจะได้รับสิทธิในขั้นตอนการพัฒนายา แต่จะไม่ได้รับสิทธิใดๆ จากจุลินทรีย์ของไทยที่สำคัญยังต้องให้ค่าตอบแทนกับประเทศไทยด้วย

 

ที่มา หนังสือพิมพ์ มติชน วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

< Previous   Next >