Home arrow News arrow ไทยเตรียมพร้อมเป็นศูนย์กลางผลิตวัคซีนส่งออกให้ยูนิเซฟ
ไทยเตรียมพร้อมเป็นศูนย์กลางผลิตวัคซีนส่งออกให้ยูนิเซฟ Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พฤหัสบดี, 05 เมษายน 2007
      “หมอมงคล” บุกดูโรงงานวัคซีน เผยคนไทยได้รับการฉีดวัคซีนครอบคลุมสูงร้อยละ 98 เตรียมพร้อมเป็นศูนย์การผลิตวัคซีนส่งออกให้ยูนิเซฟ เฮ! วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบใกล้สำเร็จใช้อีก 2 ปีข้างหน้า ส่วนวัคซีนไข้หวัดใหญ่จะขยายกำลังการผลิตเป็น 7 เท่าตัว แต่ยังเสี่ยงโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ ชี้หลังดูโรงงานไทยจำเป็นต้องสร้างโรงงานวัคซีนหวัดใหญ่-นก 
      

       วันนี้ (4 เมษายน) นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานกรรมการบริหารองค์การเภสัชกรรม นพ.ธวัช สุนทราจารย์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เดินทางไปเยี่ยมชมโรงงานวัคซีนองค์การเภสัชกรรม-เมอร์ริเออร์ชีววัตถุ จำกัด ที่นิคมอุสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นโรงงานผลิตวัคซีนร่วมทุนขององค์การเภสัชกรรมกับบริษัทซาโนฟี่ ปาสเตอร์ ตั้งขึ้นเมื่อปลายปี 2540 โดยองค์การเภสัชกรรมร่วมทุนและบริษัทซาโนฟี่ ปาสเตอร์ ร่วมทุนร้อยละ 49 และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ร้อยละ 2
       
       นพ.ธวัช สุนทราจารย์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในวันนี้ มีการหารือถึงการผลิตวัคซีนโรคไข้หวัดนก H5N1 ที่จะมีการกลายพันธุ์เกิดการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ ซึ่งสธ.เสนอให้บริษัทมีการขยายการผลิตแทนที่จะใช้หัวเชื้อนำเข้ามาบรรจุในประเทศ เป็นการผลิตเองตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้ไทยมีเทคโนโลยีในการที่จะสามารถผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้เอง ซึ่งทางบริษัทระบุว่า หากจะต้องผลิตวัคซีนตั้งแต่การเพราะเชื้อจะต้องลงทุนสูงมาก ทั้งนี้ยังขอให้มีการพัฒนาวัคซีน ที่บางชนิดเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงมาก จะต้องมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตามเพื่อให้การรักษาประสบผลสำเร็จ สามารถลดอาการข้างเคียงได้ดียิ่งขึ้น
       
       “ในกรณีที่มีการระบาดของไข้หวัดนกในไทยเพียงประเทศเดียว บริษัทรับปากจะช่วยเหลือเต็มที่แน่นอน แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่เช่นนั้น แต่หวัดนกจะระบาดจากประเทศอื่นๆ ก่อนที่จะมาถึงไทย ซึ่งบริษัทไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจน ว่าจะสามารถมอบวัคซีนไข้หวัดนกกับคนที่ยังแข็งแรงเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดในไทย ซึ่งเขาต้องไปถามบริษัทแม่ก่อน และคงไม่มีใครที่จะให้วัคซีนเรา เขาต้องให้คนในประเทศเขาก่อน จึงเป็นเหตุผลที่เราจะต้องสร้างโรงงานผลิตวัคซีนเป็นของตัวเอง”นพ.ธวัชกล่าว
       
       ขณะที่นพ.มงคล กล่าวว่า การผลิตวัคซีนป้องกันโรคหวัดใหญ่ และไข้หวัดนกจะต้องค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งการมาดูโรงงานวันนี้ พบว่าทำได้มีมาตรฐานไม่แพ้ต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นเรื่องดีแม้จะเป็นการผลิตช่วงปลาย แต่ก็ถือเป็นประโยชน์ที่จะช่วยในการสร้างโรงงานวัคซีนของรัฐบาล สำหรับประเทศไทยเรามีนโยบายให้คนไทยได้เข้าถึงวัคซีนที่จำเป็นฟรีทุกคน เพื่อสร้างความปลอดภัยจากโรคติดเชื้อ ซึ่งเป็นสาเหตุการตายของประชากรโลกถึง 1 ใน 3 ของการตายทั้งหมด โดยการลงทุนป้องกันโรคด้วยวัคซีน เป็นทางเลือกที่ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยส่งเสริมให้มีการศึกษาวิจัยและพัฒนาวัคซีนเพื่อใช้เองในประเทศด้วย ซึ่งขณะนี้โรคติดเชื้อที่เป็นปัญหาในไทยและยังไม่มีวัคซีนป้องกัน เช่น โรคไข้เลือดออก ไข้มาลาเรีย โรคฉี่หนู ซึ่งการผลิตวัคซีนใช้เองในประเทศ ถือว่าเป็นปัจจัยด้านความมั่นคงของประเทศด้วย
       
       ด้านนพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานกรรมการบริหารองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่าปัจจุบันโรงงานผลิตวัคซีนขององค์การเภสัชกรรม-เมอร์ริเออร์ชีววัตถุ จำกัด เป็นโรงงานต้นแบบที่ทันสมัย ได้มาตรฐานที่ดีที่สุดในเอเชีย ได้รับการยอมรับจากสำนักงานอาหารและยาและกำลังอยู่ภายในการรับรองมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก สามารถผลิตวัคซีนได้ 6 ชนิด ได้แก่ 1.วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า 2.วัคซีนป้องกันโรคหัด 3.วัคซีนป้องกันโรคคางทูม 4.วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ 5.วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบ และ 6.วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ มีกำลังผลิตปีละ 20 ล้านโดส และขณะนี้กำลังพัฒนาวัคซีนฉีดป้องกัน 4 โรครวมกัน 1 เข็ม ได้แก่ โรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน และไวรัสตับอักเสบบี เพื่อให้สะดวกต่อการใช้มากขึ้น ไทยอยู่ระหว่างขอขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา คาดว่าจะผลิตจำหน่ายได้ภายในปลายปี 2550 นี้ สำหรับวัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบ-เจอี ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับสายพันธุ์ระบาดในไทย จะเริ่มผลิตปี 2552
       
       ”ในอนาคตอันใกล้ ไทยจะเป็นศูนย์ส่งออกวัคซีนให้ยูนิเซฟและประเทศที่ต้องการด้วย ซึ่งจากการวิเคราะห์กำลังการผลิตวัคซีนบางตัว พบว่ามีมากเกินความต้องการใช้ในไทย เช่น วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ผลิตได้ปีละ 3 ล้านโดส แต่ในประเทศใช้เพียง 2 ล้าน 7 แสนโดส วัคซีนป้องกันบาดทะยักต้องการใช้ไม่ถึง 4 ล้านโดส แต่ผลิตได้ ปีละ 7 ล้านโดส โดยวัคซีนทั้งหมดนี้สามารถเพิ่มกำลังผลิตได้อีก 1 เท่าตัวหรือ 51 ล้านโดส ในปี 2551”นพ.วิชัยกล่าว
       
       นพ.วิชัย กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการบริหารวัคซีนป้องกันโรคให้ประชาชน คนไทยร้อยละ 98 ได้รับการฉีดวัคซีน ทำให้โรคติดต่อบางโรคหายไปแล้ว เช่น โรคไข้ทรพิษ โรคโปลิโอ อย่างไรก็ตาม วัคซีนจำเป็นต้องพัฒนาวิจัยอย่างต่อเนื่อง เพราะมีโรคติดเชื้อเกิดขึ้นใหม่ และเชื้อโรคมีการพัฒนาตัวเองมากขึ้น อาจทำให้วัคซีนที่ใช้มาแต่เดิมได้ผลไม่ดีนักซึ่งขณะนี้ สธ.มีแผนที่จะสนับสนุนให้องค์การเภสัชกรรม สร้างโรงงานผลิตวัคซีนเพิ่ม รวมทั้งจะจัดตั้งหน่วยงานกลางที่จะดูแลการผลิตวัคซีนภายในประเทศ โดยเฉพาะการผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เพื่อฉีดป้องกันโรคตามฤดูกาล ในกลุ่มเสี่ยงมากขึ้น ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว ซึ่งเดิมใช้ปีละ 3 แสนโดส จะเพิ่มปริมาณการใช้อีกว่า 7 เท่าตัว

 

ที่มา  ผู้จัดการออนไลน์ 4 เมษายน 2550 20:08 น.

< Previous   Next >