Home arrow News arrow ไทยเปิดผลวิจัยวัคซีนเอดส์ปี 52 "สายพันธุ์อี-บี"ใหญ่ที่สุดในโลก
ไทยเปิดผลวิจัยวัคซีนเอดส์ปี 52 "สายพันธุ์อี-บี"ใหญ่ที่สุดในโลก Print E-mail
User Rating: / 1
PoorBest 
Post by Administrator   
พฤหัสบดี, 15 พฤษภาคม 2008

        เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่โรงพยาบาลบ้านค่าย อ.บ้านค่าย จ.ระยอง นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังเยี่ยมชมจุดปฏิบัติการทางคลีนิคของโครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลอง ระยะที่ 3 ว่า โครงการศึกษาวัคซีนป้องกันโรคเอดส์ สายพันธุ์อีและบี ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดมากที่สุดในไทย ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นโครงการวิจัยระยะที่ 3 หนึ่งเดียวในโลก ที่ยังคงดำเนินการอยู่ โดยได้เริ่มวิจัยตั้งแต่ พ.ศ.2546 ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการติดตามผล การดำเนินการทดลองของไทยครั้งนี้เป็นที่พอใจอย่างมาก โดยคาดว่าจะประกาศผลการทดลองได้ในปี 2552 ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ร่วมศึกษาพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคเอดส์มานานกว่า 10 ปี มีโครงการวิจัยทั้งหมด 13 โครงการ

นพ.ศุภชัย ฤกษ์งาม ผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค ผู้อำนวยการโครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลอง ระยะที่ 3 กล่าวว่า โครงการนี้เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทดสอบวัคซีนก่อนนำมาใช้จริง เพื่อศึกษาว่าวัคซีนสามารถป้องกันโรคเอดส์ได้หรือไม่ โดยอาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการที่ไม่ติดเชื้อเอดส์จำนวน 16,402 ราย วัคซีนที่ใช้ศึกษามี 2 ชนิด คือวัคซีนปูพื้นใช้วัคซีนอัลแวค ของบริษัท อเวนติส ปาสเตอร์ ฝรั่งเศส ทำหน้าที่กระตุ้นร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันในเซลล์ จากนั้นจะฉีดวัคซีนกระตุ้น เอดส์แวกซ์ ของบริษัท แว็กซ์เจน อิ๊งค์ สหรัฐอเมริกา เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างระบบภูมิคุ้มกันในน้ำเลือดขึ้นมา วัคซีนดังกล่าวไม่ได้ทำจากเชื้อเอดส์ อาสาสมัครจึงไม่มีโอกาสติดเอดส์จากวัคซีน

การประเมินผลวัคซีนจะเปรียบเทียบกับอัตราการติดเชื้อรายใหม่ที่เกิดขึ้นระหว่างการดำรงชีวิตตามปกติของอาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งจะได้รับวัคซีนเอดส์ทดลอง อีกกลุ่มหนึ่งจะได้รับสารเลียนแบบที่ไม่ใช่วัคซีน ใช้เวลาฉีดต่อเนื่องกัน 6 เดือน ติดต่อกันนาน 3 ปี เมื่อครบกำหนด จะมีการเปิดรหัสว่าอาสาสมัครรายใดได้รับวัคซีนหรือสารเลียนแบบ

"หลังจากที่มีการสรุปผลโครงการทดลอง หากพบว่ามีผู้ติดเชื้อเอดส์ในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนจริงน้อยกว่ากลุ่มที่ได้วัคซีนหลอกร้อยละ 50 จะถือว่าวัคซีนมีผลในการป้องกันและการทดลองประสบผลสำเร็จ แต่หากจำนวนผู้ติดเชื้อในกลุ่มที่ฉีดวัคซีนจริงและกลุ่มได้วัคซีนหลอกไม่มีความแตกต่างกันจะสรุปได้ว่าวัคซีนไม่มีผลในการป้องกันโรค" นพ.ศุภชัยกล่าว

นพ.นคร เปรมศรี ผู้ช่วยผู้อำนวยการโครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลอง ระยะที่ 3 กล่าวว่า ขณะนี้มีอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนครบตามที่กำหนด 4 ครั้ง จำนวน 13,976 คน ได้ติดตามผลแล้ว 7,000 ราย คาดว่าจะครบทั้งหมด และประเมินผลโครงการได้ในเดือนสิงหาคม ปี 2552 ทั้งนี้ หลักเกณฑ์การทดลองจะประเมินผลได้ต่อเมื่อ ในการติดตามผล 1 ปีแรก ต้องมีผู้ติดเชื้อเอดส์ 4-8 คนต่อพันประชากรตัวอย่าง หากมีอาสาสมัคร 10,000 คน จะมีผู้ติดเชื้อเอดส์ 40-80 คน และปีที่ 2 จะมีผู้ติดเชื้อเอดส์ 150-200 คน การประเมินผลต่ำกว่าเกณฑ์เล็กน้อยแต่ยังประเมินผลได้ หากผลสรุปการทดลองพบว่าวัคซีนสามารถป้องกันการติดเชื้อเอดส์ได้ ก็จะมีการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมเพื่อจำหน่ายทันที ซึ่งขณะนี้ได้ทำสัญญากับบริษัทผู้ผลิตวัคซีนดังกล่าวแล้ว เพื่อให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตวัคซีนให้กับประเทศไทย ทั้งนี้อาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนหลอกจะได้รับวัคซีนฟรี 5 ปี

 

ที่มา หนังสือพิมพ์ มติชน วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

< Previous   Next >