Home arrow News arrow ไข้เลือดออกระบาดวัยรุ่นกทม. เดงกี่สายพันธุ์ที่ 3 อันตรายสุด
ไข้เลือดออกระบาดวัยรุ่นกทม. เดงกี่สายพันธุ์ที่ 3 อันตรายสุด Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
อังคาร, 29 เมษายน 2008

       

Image

        นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข รับมอบสารกำจัดยุงลายและเครื่องพ่นสารเคมีชนิดหมอกควัน จากบริษัท เคมฟลีท จำกัด เพื่อสนับสนุนการควบคุมป้องกันโรคไข้เลือดออกในพื้นที่ที่มีการระบาด โดยนายไชยากล่าวว่า การระบาดของโรคไข้เลือดออกในปี 2550 มีผู้ป่วย 64,040 ราย เสียชีวิต 75 ราย แต่จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ร้อนขึ้นปีนี้สถานการณ์การระบาดของโรคนี้ รวมทั้งโรคไข้มาลาเรียที่เกิดจากยุงก้นป่อง มีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้น

โดยตั้งแต่ 1 มกราคม-19 เมษายน 2551 ได้รับรายงานผู้ป่วยไข้เลือดออก แล้ว 10,901 ราย เสียชีวิต 12 ราย ที่สำคัญผู้ป่วยจากโรคไข้เลือดออกปีนี้เปลี่ยนจากปีที่ผ่านๆ มา โดยพบในกลุ่มอายุ 15 ปีมากขึ้น และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นร้อยละ 80 มากที่สุดในภาคกลาง รองลงมาคือ ภาคใต้ จังหวัดที่มีอัตราป่วยต่อประชากรทุก 1 แสนคน สูงสุดได้แก่ อ่างทอง 106.71 กระบี่ 91.73  หากประชาชนไม่ช่วยกันทำลายลูกน้ำยุงลาย คาดว่าในปีนี้จำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกถึง 50,000 ราย

นพ.ศิริศักดิ์ วรินทราวาท รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า เดงกี่ มีด้วยกัน 4 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่รุนแรงที่สุด คือ สายพันธุ์ที่ 3 หากได้รับเชื้อจะทำให้เกิดอันตรายต่อตับ มากกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ส่งผลให้ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อไข้เลือดออกสายพันธุ์นี้ มีอาการรุนแรง ซึ่งขณะนี้พบว่าเริ่มมีการติดเชื้อในสายพันธุ์ที่ 3 มากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่ประชาชนมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสเดงกี่ในสายพันธุ์ที่ 1 และสายพันธุ์ที่ 2 ซึ่งพบการระบาดมากกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ส่วนใหญ่คนที่ติดเชื้อไข้เลือดออกครั้งแรก มักไม่ค่อยมีอาการ เมื่อมีการติดเชื้อซ้ำในสายพันธุ์อื่นทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น ซึ่งเป็นอันตรายมาก สำหรับสายพันธุ์ที่ 3 ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบประมาณ ร้อยละ 1-8 ของการระบาดในทุกสายพันธุ์ แต่ในปี 2551 สายพันธุ์ที่ 3 พบการระบาดในสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 15 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า

 

ที่มา หนังสือพิมพ์ มติชน วันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2551

< Previous   Next >