Home arrow News arrow อย.ตั้งคณะกรรมการสเต็มเซลล์แห่งชาติ คุมการวิจัย/รักษาโรค สกัดกระทบผู้ป่วย
อย.ตั้งคณะกรรมการสเต็มเซลล์แห่งชาติ คุมการวิจัย/รักษาโรค สกัดกระทบผู้ป่วย Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พุธ, 23 เมษายน 2008

        เมื่อวันที่ 22 เมษายน นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา เปิดเผยในงานประชุมวิชาการ เรื่อง "Stem Cell : From Basic to Clinical Application" ที่ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยังอยู่ระหว่างตั้งคณะกรรมการควบคุมการวิจัยรักษาด้วยสเต็มเซลล์แห่งชาติ เพื่อควบคุมศึกษาวิจัยและการใช้สเต็มเซลล์ (เซลล์ต้นกำเนิด) ให้อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์หรือข้อบังคับเดียวกัน หลังจากมีคณะกรรมการ แพทยสภาจะออกข้อบังคับ เพื่อควบคุมงานวิจัยให้มีคุณภาพ ปลอดภัย และเป็นไปตามมาตรฐานจริยธรรมของวิชาชีพ

"ปัจจุบันมีหลายคนเก็บสเต็มเซลล์โดยที่ไม่รู้ด้วยว่าจะเอาไปทำอะไร แต่คิดเพียงว่าเผื่อได้ใช้ ซึ่งต้องเสียเงินไปจำนวนมาก เช่น ย่านถนนพญาไท มีการขึ้นป้ายขนาดใหญ่ว่าเก็บสเต็มเซลล์ เข้าข่ายหลอกลวง แต่แพทยสภาไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะถือเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ถือเป็นการประกอบวิชาชีพที่ผิดจริยธรรม แต่หากนำไปใช้กับผู้ป่วยแล้วเกิดผลกระทบแพทยสภาจึงจะควบคุมได้" นพ.สมศักดิ์กล่าว

ภญ.วีรวรรณ แตงแก้ว รองเลขาธิการ อย. กล่าวว่า ขณะนี้ได้คัดเลือกบุคคลในคณะกรรมการควบคุมการวิจัยรักษาด้วยสเต็มเซลล์แห่งชาติแล้ว และอยู่ระหว่างการร่างแนวทาง/หลักเกณฑ์ การควบคุมกำกับดูแลเซลล์เนื้อเยื่อและผลิตภัณฑ์จากเซลล์ และเนื้อเยื่อมนุษย์หรือสัตว์ คาดว่าเดือนพฤษภาคมนี้จะแล้วเสร็จ และออกเป็นประกาศต่อไป

"ขณะนี้มีการตีความแล้วว่า สเต็มเซลล์เป็นยา เนื่องจากมีการนำมาใช้เพื่อการบำบัด บรรเทา รักษา หรือนำเข้าเพื่อการวิจัย ต้องยื่นขออนุมัติต่อ อย. ตามที่คณะกรรมการเป็นผู้กำหนด" ภญ.วีรวรรณกล่าว

ด้าน นพ.สรภพ เกียรติพงษ์สาร อาจารย์ด้านสูตินรีเวช คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ปัจจุบันในเว็บไซต์ต่างประเทศมีการโฆษณาจัดเก็บเซลล์ต้นกำเนิดอย่างแพร่หลายมากขึ้น จากเดิมที่เก็บเฉพาะเลือด สายสะดือ เปลี่ยนมาเก็บเซลล์จากฟันน้ำนม เซลล์ไขมัน รวมทั้งเลือดประจำเดือน โดยให้บริษัทเอกชนเป็นผู้จัดเก็บ และดำเนินการในเชิงธุรกิจ อย่างไรก็ตาม เมื่อค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์กูเกิ้ล 100% จะพบว่ามีแต่ประสบการณ์ร้ายๆ จากการใช้สเต็มเซลล์ทั้งสิ้น

 

ที่มา หนังสือพิมพ์ มติชน วันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2551

< Previous   Next >