Home arrow News arrow "เอดส์"วิกฤติติดเชื้อวันละ40คน! สธ.เต้นปราบ"วัณโรค"หวนรุนแรง
"เอดส์"วิกฤติติดเชื้อวันละ40คน! สธ.เต้นปราบ"วัณโรค"หวนรุนแรง Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พฤหัสบดี, 20 มีนาคม 2008

        คช.ปอ.-สปสช.เผยเอดส์ระบาดหนัก ผู้ป่วยพุ่ง 5 แสนคน พบติดเชื้อรายใหม่วันละ 40 คน จี้รัฐบาลให้ความสำคัญในการป้องกัน ด้าน สธ.ระดมกำลังกวาดล้าง"วัณโรค"ที่กลับมาระบาดในไทยอีกครั้ง คาดมีผู้ป่วยรายใหม่ปีละ 91,000 ราย และเสียชีวิตปีละ 5-7 พันราย อธิบดีกรมควบคุมโรคขออภัยให้ข้อมูลผู้ติดเชื้อไข้กระต่ายคลาดเคลื่อน ยันไม่พบเลี้ยงกระต่าย แต่อาจติดจากสุนัข-แมวจรจัด ธุรกิจเพาะเลี้ยงกระต่ายสวยงามพัง วอนให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจงให้คนเข้าใจ

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม นายมีชัย วีระไวทยะ ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการปฏิบัติการป้องกันโรคเอดส์ ภายใต้คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ (คช.ปอ.) แถลงข่าวเรื่อง "สถานการณ์ปัญหา และแนวทางการรณรงค์แก้ไขปัญหา" ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ร้านอาหารแคปเบจส์ แอนด์ คอนดอมส์ (cabbages and condoms) สุขุมวิท 12 ว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเอดส์กว่า 5 แสนคน แต่ละวันมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เกิดขึ้นวันละ 40 คน ส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งมีแนวโน้มถึงขั้นวิกฤต แต่หากมีการรณรงค์ป้องกันอย่างจริงจังจะสามารถลดผู้ป่วยรายใหม่เหลือ 20 รายต่อวัน ภายใน 3 ปี

"จากการสำรวจเมื่อปี 2549 ในกลุ่มอายุ 15-19 ปี พบว่าโรคเอดส์เป็นการตายอันดับหนึ่ง และพบว่าพนักงานบริษัทใช้ถุงยางอนามัยกับคู่รักทุกครั้ง แค่ร้อยละ 9 และใช้ถุงยางอนามัยกับคนรู้จักผิวเผิน ร้อยละ 40 นักเรียนมัธยมศึกษาและนักศึกษาใช้ถุงยางอนามัยกับคู่รักทุกครั้งเพียงร้อยละ 13 และใช้ถุงยางกับคนที่รู้จักผิวเผินร้อยละ 52 แสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้กำลังเข้าใกล้เอดส์ทุกขณะ" นายมีชัยกล่าว

นพ.วินัย สวัสดิวร รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า สปสช.อยู่ระหว่างเจรจากับบริษัทยาเพื่อขอลดราคาค่าน้ำยาตรวจวัดปริมาณไวรัสเอชไอวีของผู้ป่วยเอดส์ลงประมาณร้อยละ 50 จากเดิมมีค่าใช้จ่ายครั้งละประมาณ 2,000 บาทต่อคน ซึ่งปีที่ผ่านมา สปสช.ใช้งบประมาณตรวจปริมาณไวรัสดังกล่าวกว่า 200 ล้านบาท หรือประหยัดเงินได้กว่า 100 ล้านบาท

"รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคเอดส์ โดยนำงบประมาณที่ สปสช.ประหยัดได้ไปสนับสนุนการป้องกันโรคเอดส์ของ คช.ปอ.ซึ่งปีงบประมาณ 2550-2551 มีเงินเหลือจากการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรโดยรัฐ (ซีแอล) 500 ล้านบาท ใช้ดำเนินการได้ 2 ปี" นพ.วินัยกล่าว และว่า ปีนี้ สปสช.ตั้งงบฯให้ผู้ป่วยได้รับยาต้านไวรัสเอดส์สูตรพื้นฐาน จำนวน 1.2 แสนราย สูตรดื้อยา 10,000 คน ยารักษาอาการข้างเคียงจากยาต้านไวรัสอีก 1,500 คน ยาป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก 8,000 คน และยาป้องกันการติดเชื้อภายหลังได้รับเชื้อ 8,000 คน ส่วนปี 2552 ตั้งงบฯจัดหายาต้านไวรัส 2,500 ล้านบาท

วันเดียวกัน ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.สมชัย ภิญโญพรพาณิชย์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ศ.นพ.ประพาฬ ยงใจยุทธ นายกกรรมการบริหารสมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นพ.วินัยร่วมแถลงข่าวเนื่องในวันวัณโรคโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 24 มีนาคมของทุกปี ว่า ปีนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้ประเทศสมาชิกรณรงค์หยุดยั้งวัณโรค มีคำขวัญว่า "รวมพลัง หยุดยั้ง วัณโรค" (I am stopping TB) เนื่องจากเป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจ ล่าสุดองค์การอนามัยโลกรายงานว่าในปี 2550 พบผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ปีละ 9 ล้านกว่าราย ใน 202 ประเทศ เสียชีวิตปีละ 1.5 ล้านราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ติดเชื้อวัณโรค 200,000 ราย

นพ.ไพจิตร์กล่าวว่า ขณะนี้วัณโรคกลับมาแพร่ระบาดในประเทศไทยอีกครั้ง มีสาเหตุจากการระบาดของเชื้อเอชไอวี นอกจากนี้ ยังมีแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายเข้ามาจำนวนมาก ทำให้มีผู้ป่วยวัณโรคเพิ่มขึ้น คาดว่าจะมีผู้ป่วยรายใหม่ปีละ 91,000 ราย อยู่ในอันดับที่ 17 ใน 22 ประเทศที่มีผู้ป่วยวัณโรคมากที่สุดในโลก และมีผู้ป่วยเสียชีวิตปีละ 5,000-7,000 ราย ทั้งนี้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในวัยแรงงาน ฐานะยากจน อาศัยในชุมชนแออัดในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และเขตเมืองใหญ่

"ขณะนี้พบว่ามีผู้ป่วยร้อยละ 60 ที่เข้ารักษาตัว และแนวโน้มเข้ารักษาตัวน้อยลง จากปี 2548 จำนวน 58,433 ราย เหลือเพียง 50,000 ราย ในปี 2550 ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ป่วยวัณโรคซ้ำ 1,458 ราย โดยมีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ที่ติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วยร้อยละ 7 หรือประมาณ 3,646 ราย ทำให้มีแหล่งแพร่เชื้อสู่คนอื่นได้มาก โดยผู้ป่วยวัณโรค 1 ราย สามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นได้มากกว่า 10 คน และจากการประเมินผลการรักษา อัตราการรักษาหายขาดประมาณร้อยละ 76 ต่ำกว่าเป้าหมายร้อยละ 85 ที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ และคาดว่ามีผู้ติดเชื้อวัณโรคที่ยังไม่มีอาการป่วยอีกจำนวนมาก ซึ่งจะยิ่งทำให้ปัญหาวัณโรคทวีความรุนแรงขึ้นในปีนี้" นพ.ไพจิตร์กล่าว

นพ.ไพจิตร์กล่าวว่า นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สั่งการให้ทุกจังหวัด รวมทั้งอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) กว่า 8 แสนคน ค้นหาผู้ป่วยในหมู่บ้าน ชุมชน กลุ่มแรงงานต่างด้าว และกลุ่มติดเชื้อเอชไอวี ประมาณ 1 ล้านคน ให้เข้ารับการตรวจหาเชื้อวัณโรคและรักษาฟรีจนกว่าจะหายขาดที่สถานีอนามัย โรงพยาบาลในสังกัด สธ.ทุกแห่ง ซึ่งปีนี้จัดสรรงบประมาณเกือบ 400 ล้านบาท

ศ.นพ.ประพาฬกล่าวว่า แม้ความชุกของโรคเพิ่มมากขึ้น แต่ยังไม่ใช่ตัวเลขที่น่าตกใจ เพียงแต่ต้องจับตามองเท่านั้น สำหรับเชื้อวัณโรคพบได้ในสถานที่แออัด เช่น โรงภาพยนตร์ โรงพยาบาล เครื่องบินโดยสารที่ใช้เวลาบินติดต่อนานเกิน 8 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยกินยาติดต่อกันจนครบมีโอกาสหายขาดร้อยละ 90-95 แต่เนื่องจากคนไข้ส่วนหนึ่งกินยาระยะหนึ่ง อาการดีขึ้น ก็ไม่กินยาอีก ทำให้เชื้อวัณโรคดื้อยาและไม่หายขาด นอกจากนี้ ยังมีผู้ติดเชื้อวัณโรคร้อยละ 30-40 ที่ไม่แสดงอาการ ประมาณการว่ามีผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาหลายขนาน 1,500 ราย และกลุ่มที่ดื้อยารุนแรง (XDR-TB) อย่างน้อย 13 ราย สามารถติดตามผู้ป่วยได้ 9 ราย เสียชีวิตแล้ว 4 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 4 ราย และหายเป็นปกติ 1 ราย ส่วนเด็กที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันวัณโรค ก็อาจทำให้เป็นวัณโรคเยื้อหุ้มสมอง พิการและเสียชีวิตได้

นพ.สมชัยกล่าวถึงอาการวัณโรคที่สำคัญ ได้แก่ ไอเรื้อรัง ไอมีเลือดปน น้ำหนักตัวลด เบื่ออาหาร ร่างกายผ่ายผอม อ่อนเพลีย มักมีไข้ช่วงบ่ายหรือเย็น หากพบผู้มีอาการดังกล่าวและไอเกิน 2 สัปดาห์ ให้ไปรักษาที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน โดยกินยาติดต่อกัน 6 เดือน

นพ.วินัยกล่าวว่า สปสช.สนับสนุนงบประมาณปี 2551 จำนวน 295 ล้านบาท ปี 2552 จำนวน 230 ล้านบาท โดยให้ยาต้านไวรัสผู้ติดเชื้อเอชไอวี และรักษาผู้ป่วยวัณโรค

ด้าน ส.พญ.มัวรีน เบอมิ่งแฮม ผู้แทนองค์การอนามัยโลก กล่าวว่า ปี 2549 มีผู้ติดเชื้อวัณโรค 9.2 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ติดเชื้อเอดส์ 7 แสนคน และติดเชื้อวัณโรคดื้อยาหลายขนาน 5 แสนคน แต่ละปีมีผู้เสียชีวิต 1.5 ล้านคนทั่วโลก และมี 2 แสนคน ตายจากเชื้อเอดส์ที่มีวัณโรคเป็นโรคแทรกซ้อน ล่าสุดได้สร้างห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์เชื้อวัณโรคร่วมกับกรมควบคุมโรค เป็นห้องปฏิบัติการแห่งที่ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ส่วนกรณีการตรวจพบผู้ป่วยโรคทูลารีเมีย (Tularemia) หรือโรคไข้กระต่าย ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาเสียชีวิต เป็นรายแรกของประเทศไทยนั้น นพ.ธวัช สุนทราจารย์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ต้องขออภัยที่ก่อนหน้าที่ให้สัมภาษณ์ว่าผู้ป่วยรายดังกล่าว มีประวัติสัมผัสกระต่าย และที่บ้านเลี้ยงกระต่ายกว่า 10 ตัว ซึ่งคลาดเคลื่อน ข้อเท็จจริงคือผู้เสียชีวิตรายดังกล่าวไม่ได้เลี้ยงกระต่าย และไม่มีประวัติสัมผัสกระต่าย แต่มีการให้อาการสุนัขและแมวจรจัดเป็นประจำ

"ผู้เสียชีวิตสัมผัสเฉพาะแมวและสุนัข ดังนั้น จึงสันนิษฐานว่าอาจจะติดเชื้อจากสัตว์เหล่านี้ เพราะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสามารถรับเชื้อแบคทีเรีย บาซิลัส ฟรานซิเซลล่า ทูลารีซิส (Francisella tularensis) ได้ อาจมีพาหะเป็นเห็บ หมัด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้แม้ยังไม่สามารถตรวจหาจุดเริ่มต้นของการแพร่ระบาดของโรคไข้กระต่ายได้ แต่ยืนยันว่าผู้เสียชีวิตรายดังกล่าวติดเชื้อไข้กระต่ายแน่นอน และล่าสุดให้เจ้าหน้าที่ลงสอบสวนโรคอีกครั้ง" อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว

นพ.พิภพ เจนสุทธิเวชกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ประจวบคีรีขันธ์ เผยว่า หลังผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ในบ้านพักเพียงคนเดียว เสียชีวิตเมื่อเดือนตุลาคม 2550 มารดาของผู้ตายได้ประกาศขายบ้านที่เปิดเป็นร้านเสริมสวยในเทศบาลตำบลกุยบุรี และเจ้าหน้าที่ได้เจาะเลือดของชาวบ้านในกลุ่มเป้าหมาย แต่ยังไม่พบผู้ป่วยรายใหม่ และเร่งทำความเข้าใจกับชาวบ้านว่าไม่มีการระบาดของโรคแต่อย่างใด และไม่ต้องนำสัตว์เลี้ยงประเภทฟันแทะออกมาปล่อยเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ

น.สพ.ไพโรจน์ เฮงแสงชัย ผู้อำนวยการสำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ไม่อยากให้ประชาชนวิตกกังวลกับเชื้อโรคนี้มากนัก เนื่องจากเชื้อนี้มักพบการแพร่ระบาดในประเทศที่มีกระต่ายป่าจำนวนมาก แต่ประเทศไทยไม่ค่อยมีกระต่ายป่ามากนัก ส่วนใหญ่จะเลี้ยงตามบ้าน ซึ่งมีจำนวนไม่มาก จึงไม่น่าแพร่ระบาดในวงกว้างได้

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สั่งการให้อธิบดีกรมปศุสัตว์ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแล้ว โดยมี 2 มาตรการ คือ 1.การนำสัตว์เสี้ยงโรคจากต่างประเทศ จะต้องผ่านการตรวจสอบโรค และกักโรค 30 วัน 2.หลังการนำสัตว์เข้ามา ผู้ประกอบการจะต้องทำบัญชีแสดงรายละเอียดของสัตว์ให้ครบถ้วน โดยเฉพาะแหล่งที่อยู่ของสัตว์เพื่อจะติดตามได้เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น

ด้านนายวุฒิชัย ทองนพเก้า ผู้นำเข้ากระต่ายจากต่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้ธุรกิจกระต่ายสวยงามพังยับเยิน ไม่มีคนกล้าซื้อ หรือแม้กระทั่งเดินเฉียด ส่วนคนที่ซื้อไปแล้วก็เอามาคืน เพราะกลัวว่าจะติดเชื้อ ทั้งๆ ที่โรคนี้ไม่เกี่ยวกับกระต่ายเลย

น.ส.มณฑิรา สุวรรณมาศ ประธานชมรมผู้เพาะเลี้ยงกระต่ายสวยงามแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการได้ช่วยกันสร้างธุรกิจนี้จนเติบโต และติดอันดับหนึ่งในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ เป็นรองแค่ญี่ปุ่นเท่านั้น แต่วันนี้ธุรกิจกระต่ายสวยงามของไทยพังไปแล้ว ทั้งๆ ที่โรคดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระต่ายเลย ยกเว้นแต่ชื่อโรคเท่านั้น

 

ที่มา หนังสือพิมพ์ มติชน วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2551

< Previous   Next >