Home arrow News arrow "หนู"เหยียบจมูก"สธ." นับหมื่นยั้วเยี้ยในตึก กัดสารพัดของพังยับ
"หนู"เหยียบจมูก"สธ." นับหมื่นยั้วเยี้ยในตึก กัดสารพัดของพังยับ Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พฤหัสบดี, 20 มีนาคม 2008

       

Image

 

        กองทัพหนูนับหมื่นตัวบุก สธ. ออกอาละวาดเพ่นพ่านกัดสายไฟ สายคอมพิวเตอร์ แทะไม่เลือก จนลิฟต์หลายตัวของกรมควบคุมโรคขัดข้อง สาธารณสุขออกคำสั่งควบคุมด่วน ปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้เพราะเป็นสัตว์นำโรคร้ายแรง ดีเดย์กำจัดในกระทรวง และหน่วยงานข้างเคียง

        นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประธานคณะกรรมการอำนวยการควบคุมสัตว์แหล่งรังโรคติดต่อ สธ. เปิดเผยเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ว่าขณะนี้เกิดปัญหาจำนวนประชากรหนูเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก นอกจากจะก่อปัญหาในแง่ของการแพร่เชื้อโรคแล้ว หนูยังออกมาสร้างความวุ่นวาย และก่อความรำคาญเป็นอย่างมาก สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะประชากรหนูล้นโลก ส่วนหนึ่งมาจากสภาวะโลกร้อนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ เช่น สภาพอากาศที่รุนแรง แผ่นดินทรุดต่ำ ภาวะน้ำท่วม น้ำทะเลหนุนและการกัดเซาะชายฝั่งทะเลที่เริ่มรุนแรงมากขึ้น สัตว์อพยพไร้ที่อยู่ การเคลื่อนย้ายของประชากรหนู ผลที่ตามมาคือ การเจ็บป่วยและการตายของโรคที่มากับน้ำท่วมโดยเฉพาะโรคเลปโตสไปโรซีสหรือโรคฉี่หนู เป็นต้น 

"สธ.ก็เกิดปัญหานี้เช่นกัน หนูออกมาเพ่นพ่านกัดสายไฟ สายคอมพิวเตอร์ กัดแทะเอกสาร สิ่งของต่างๆ ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก ถ้าปล่อยทิ้งไว้จนถึงช่วงที่เกิดอุทกภัย ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาที่รุนแรงขึ้น เช่น โรคระบาด จึงจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการในการกำจัดหนูอย่างเป็นรูปธรรม" นพ.ไพจิตร์กล่าว

รองปลัด สธ.กล่าวว่า กระทรวงออกคำสั่งการควบคุมสัตว์แหล่งรังโรคติดต่อ โดยกรมควบคุมโรคได้อนุมัติให้สำนักโรคติดต่อทั่วไปจัดทำโครงการเตรียมความพร้อมในการป้องกันควบคุมโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคนก่อนการเกิดอุทกภัยปี 2551 โดยเน้นการกำจัดแหล่งรังโรค โดยเฉพาะหนู ใน สธ.และหน่วยงานรอบๆ สธ. เช่น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ สถาบันทันตกรรม โรงพยาบาลบำราศนราดูร ตลาดสด โรงฆ่าสัตว์ ซึ่งเป็นแหล่งที่มีหนูอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นต้นแบบให้กับหน่วยงานต่างๆ นำไปเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมป้องกันแหล่งรังโรคที่จะเกิดก่อนเกิดอุทกภัย

"การกำจัดหนูจะเริ่มดำเนินการในช่วงหลังสงกรานต์ก่อนเข้าสู่ฤดูฝน เพื่อตัดวงจรของการแพร่โรค และจะให้มีการขยายผลโดยนำรูปแบบการกำจัดหนูไปใช้ในโรงพยาบาลและสถานบริการในสังกัด สธ.ทั่วประเทศด้วย ซึ่งในอนาคต นอกจากหนูอาจจะขยายผลไปถึงการกำจัดแมลงสาบซึ่งเป็นสัตว์นำโรคที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งด้วย" นพ.ไพจิตร์กล่าว

ขณะที่ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวว่า สาเหตุที่จำเป็นต้องกำจัดหนู เพราะหนูเป็นสัตว์นำโรคร้ายแรงมากที่สุดชนิดหนึ่ง เช่น กาฬโรค ซึ่งปัจจุบันแม้จะไม่มีในประเทศไทย แต่ก็ยังพบผู้ป่วยโรคนี้ประปรายในประเทศอินเดีย ในประเทศไทยที่เป็นปัญหามาก ได้แก่ โรคเลปโตสไปโรซีส ซึ่งหนูติดเชื้อโรค แต่ไม่ตาย และสามารถแพร่เชื้อโรคให้กับคนได้ ตั้งแต่เกษตรกร ถึงคนเมืองโดยเฉพาะในภาวะน้ำท่วมที่ประชาชนต้องลุยน้ำท่วมขัง อย่างเช่นเหตุการณ์น้ำท่วมที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในอดีตประชาชนติดโรคกันมาก เพราะมีสภาพเป็นตลาด หนูจึงออกมาแพร่เชื้อ มีทั้งอุจจาระร่วง เลปโตสไปโรซีส

"เฉพาะใน สธ. คาดว่าน่าจะมีประชากรหนูมากกว่า 1 หมื่นตัว ขนาดที่สำนักโรคติดต่อทั่วไป แค่ 2 ชั้นของตึก ดักจับหนูเพียง 1-2 วัน ได้หนูถึงเกือบ 50 ตัว ก่อนหน้านี้ กรมอนามัย กรมควบคุมโรค ก็เคยเข้าไปกำจัดหนูที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้หนูถึง 3 หมื่นตัว สาเหตุอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้หนูมีปริมาณมาก คือการทิ้งเศษอาหารลงท่อระบายน้ำ หรือไม่เก็บให้มิดชิด กลายเป็นแหล่งอาหารของหนู ทำให้หนูแพร่พันธุ์ได้มากขึ้น กลายเป็นแหล่งรังโรคที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาที่เกิดจากหนูที่นอกจากการแพร่เชื้อโรคแล้ว ล่าสุด หนูได้ออกมากัดสายไฟจนลิฟต์หลายตัวที่กรมควบคุมโรคขัดข้อง ลิฟต์ค้างบ่อย เป็นอันตรายมาก" นพ.โอภาสกล่าว

น.สพ.พลายยงค์ สักการะเศรณี นายสัตวแพทย์ 9 สำนักโรคติดต่อทั่วไปในฐานะผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการควบคุมสัตว์แหล่งรังโรคติดต่อ สธ. กล่าวว่า หนูเป็นสัตว์ที่แพร่พันธุ์เร็วมาก ตั้งท้องแค่ 14 วัน ก็คลอด ครอกหนึ่งนับสิบตัว และอีกไม่นานก็ตั้งท้องใหม่ ปีหนึ่งๆ หนูสามารถตั้งท้องได้หลายครั้ง จึงแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว อย่างในประเทศจีน มีรายงานว่ามีการอพยพเคลื่อนย้ายของประชากรหนูกันอย่างมโหฬารโดยเฉพาะในช่วงที่เกิดอุทกภัยในจีน การเคลื่อนย้ายของหนูไปกันเป็นกองทัพนับล้านๆ ตัว และสร้างปัญหาอย่างมาก ซึ่งปัญหาที่จะตามมาอีกอย่างหนึ่งหลังจากมีแหล่งรังหนู คือ งูจะออกมามาก โดยเฉพาะงูเหลือม งูหลาม ที่กินหนูเป็นอาหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปริมาณของหนูภายใน สธ.นั้น มีเป็นจำนวนมาก มีการพบงูเหลือมซุ่มดักกินหนู บริเวณพุ่มไม้ข้างๆ ตึกสำนักงานปลัด สธ.ใกล้ๆ กับที่จอดรถของนายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการ สธ. ซึ่งคาดว่าเกิดจากปริมาณหนูใน สธ.เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ โรงพยาบาลขนาดใหญ่หลายแห่งที่มีการขายอาหารบริเวณด้านหน้าโรงพยาบาล และพ่อค้าแม่ค้า ชอบทิ้งเศษอาหารหรือเทน้ำซุปที่เหลือจากหม้อก๋วยเตี๋ยวลงท่อ ทำให้เกิดปัญหาหนูมีจำนวนมาก และขึ้นไปก่อความรำคาญ กัดสายไฟ ข้าวของ จนถึงกัดแทะเฝือกหรือข้าวของของเจ้าหน้าที่และผู้ป่วยถึงบนหอผู้ป่วย ทำให้ สธ.ต้องหาวิธีกำจัดอย่างเร่งด่วน

 

ที่มา หนังสือพิมพ์ มติชน วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2551

Last Updated ( พฤหัสบดี, 20 มีนาคม 2008 )
< Previous   Next >