Home arrow News arrow หาไม่เจอแหล่งรับเชื้อ ผู้ป่วยตาย"ไข้กระต่าย"
หาไม่เจอแหล่งรับเชื้อ ผู้ป่วยตาย"ไข้กระต่าย" Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พุธ, 19 มีนาคม 2008

        รองปลัดเกษตรฯยอมรับผู้เสียชีวิตไข้กระต่ายรายแรกยังมีปัญหา ไม่รู้รับเชื้อจากไหน ยืนยันตรวจบ้านแล้วไม่พบเลี้ยงสัตว์ที่เสี่ยงต่อติดโรค สัตวแพทย์เตือนผู้เลี้ยงกระต่ายอย่าตื่นตูมแห่ปล่อย ระบุดูแลความสะอาดให้ดีปลอดภัย กรมปศุสัตว์ออกมาตรการเข้มป้องกันและควบคุมการนำเข้าสัตว์จากต่างประเทศ

นายสัตวแพทย์ (น.สพ.) เศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ ปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 18 มีนาคม กรณีการตรวจพบผู้ป่วยโรคทูลารีเมีย (Tularemia) หรือโรคไข้กระต่าย รายแรกของประเทศที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยติดเชื้อแบคทีเรียบาซิลัส ฟรานซิเซลล่า ทูลารีซิส (Francisella tularensis) ติดต่อจากสัตว์ตระกูลฟันแทะ อาทิ กระต่าย กระรอก หนู ว่า ภายหลังทราบว่ามีผู้ป่วยเสียชีวิตในเดือนตุลาคม 2550 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดได้ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ดำเนินการควบคุมโรคเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ และรายงานผลให้ส่วนกลางทราบ โดยไปสอบสวนโรคที่บ้านพักและครอบครัวของผู้ตาย ที่หมู่ 1 ต.กุยบุรี อ.กุยบุรี พบว่าไม่มีประวัติการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ในละแวกบ้านมีการเลี้ยงโค สุนัข และมีแมวจรจัด ไม่มีกระต่าย

น.สพ.เศรษฐเกียรติกล่าวว่า สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดได้เจาะเลือดโคและสุนัขตรวจหาเชื้อแล้ว พร้อมทั้งค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติม ด้วยการสัมภาษณ์และเจาะเลือด รวมทั้งดักจับหนูทั้งในบ้าน รอบบ้านของผู้ป่วยที่สงสัยและเพื่อนบ้านเพื่อตรวจการติดเชื้อจากตับ ม้าม ปอด ของหนูที่ดักได้ เก็บเห็บหมัด เพื่อตรวจ PCR และเจาะเลือดแต่ก็ไม่พบเลือดแบคทีเรียดังกล่าวแต่อย่างใด

"สำหรับความรุนแรงของโรคนั้น เมื่อเทียบกับโรคไข้หวัดนกถือว่าไม่มีอันตรายใดๆ เพราะโรคไข้กระต่ายสามารถรับประทานยาปฏิชีวนะหายได้ ส่วนข่าวที่ปรากฏทำให้มีประชาชนจำนวนมากตื่นตระหนก เกรงอันตราย จนจะนำกระต่ายที่เลี้ยงไว้ตามบ้านไปปล่อยทิ้งนั้น ต้องชี้แจงว่าไม่มีความจำเป็น เพราะการเลี้ยงกระต่ายสามารถทำได้ เพียงแต่ผู้เลี้ยงจะต้องดูแลเรื่องความสะอาดของกระต่าย ตลอดจนสัตว์เลี้ยงอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องเห็บหมัดที่อาจเป็นพาหะนำโรคมาสู่ลูกหลานได้" น.สพ.เศรษฐเกียรติกล่าว

นายจรัลธาดา กรรณสูต ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ ได้รายงานข้อมูลเบื้องต้นการตรวจพบโรคไข้กระต่ายแล้ว พบว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นมาหลายเดือนแล้ว แต่เพิ่งจะยืนยันข้อมูลเชื้ออย่างเป็นทางการว่ามีการพบเชื้อนี้ในประเทศไทย หลังจากที่มีการส่งตัวอย่างเชื้อไปตรวจสอบในแล็บต่างประเทศแล้ว แต่ปัญหาที่พบในขณะนี้คือ ยังไม่แน่ใจว่าผู้เสียชีวิต มีเชื้อในร่างกายได้อย่างไร เนื่องจากมีการยืนยันข้อมูลว่า บ้านของผู้เสียชีวิต ไม่มีการเลี้ยงสัตว์ ที่เสี่ยงต่อการรับเชื้อนี้ เพราะเปิดเป็นร้านเสริมสวย จึงยังไม่แน่ใจว่าผู้เสียชีวิตรับเชื้อมาจากไหน

"กระทรวงเกษตรฯ สั่งการให้กรมปศุสัตว์ เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดแล้ว แม้เชื้อไข้กระต่าย จะไม่ใช่เชื้อที่อันตรายเท่ากับเชื้อไวรัสไข้หวัดนก เพราะเป็นแบคทีเรีย สามารถใช้ยาปฏิชีวนะ รักษาหายได้ก็ตาม" นายจรัลธาดาระบุ

วันเดียวกัน กรมปศุสัตว์ ได้จัดทำมาตรการป้องกันและควบคุม โรคทูลารีเมีย (โรคไข้กระต่าย) ของกรมปศุสัตว์ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติให้ข้าราชการรับไปดำเนินการ แยกเป็น 1.การรณรงค์และแนะนำให้ประชาชนไม่นำสัตว์ต่างถิ่นแปลกๆ จากต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทย 2.เพิ่มความระมัดระวังและเข้มงวดในการนำเข้าสัตว์และมีการตรวจ 3.กักโรคก่อนการนำเข้าตามมาตรการการป้องกันโรคจากสัตว์นำเข้าของกรมปศุสัตว์ 4.เฝ้าระวังโรคทางอาการในสัตว์ โดยเฉพาะในสัตว์ฟันแทะ และสัตว์ต่างถิ่น ถ้าพบสิ่งผิดปกติให้เก็บตัวอย่างส่งตรวจยืนยันแล้วดำเนินการควบคุมโรค 5.ให้ความรู้แก่ผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย ผู้เลี้ยงสัตว์ และประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับข้อมูลของโรค เพื่อสามารถป้องกันตนเองและสามารถช่วยเฝ้าระวังโรคได้ เช่น การนำสัตว์ตัวใหม่เข้ามาเลี้ยงต้องมีการกักโรค และกำจัดปรสิตภายนอก เช่น เห็บ หมัด หรือแมลงดูดเลือดต่างๆ หากพบสัตว์ป่วย หรือมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงควรปรึกษาสัตวแพทย์ รวมถึงไม่เล่นคลุกคลีกับสัตว์ที่สงสัยว่าป่วย

นอกจากนี้ยังมี การป้องกันตัวไม่ให้โดนเห็บ หมัด หรือแมลงดูดเลือดต่างๆ กัด การรักษาความสะอาดบริเวณบ้านเรือน และบริเวณที่เลี้ยงสัตว์ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งอาศัย และลดจำนวนของสัตว์พาหะ โดยเฉพาะหนู และสัตว์ฟันแทะ การล้างมือให้สะอาด โดยเฉพาะหลังจากสัมผัสซากสัตว์ ควรสวมใส่ถุงมือเมื่อจำเป็นต้องสัมผัสสัตว์ป่วย และควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งของสัตว์ป่วย เช่น น้ำมูก น้ำลาย น้ำตา เป็นต้น การไม่ควรรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ และใช้น้ำสะอาดในการอุปโภค บริโภค และหากโดนแมลงดูดเลือดกัดควรล้างแผลให้สะอาด และใส่ยารักษาแผลสด ถ้ามีอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมปศุสัตว์ยังได้จัดทำมาตรการการป้องกันโรคจากสัตว์นำเข้าจากต่างประเทศด้วย คือ 1.ก่อนการนำเข้า ประชาชนยื่นคำร้องขออนุญาตนำเข้าสัตว์ จะต้องระบุชนิด เพศ พันธุ์ และแหล่งที่มา ของสัตว์ พร้อมทั้งระบุสถานที่กักกันสัตว์ภายหลังการนำเข้า เหมาะสมต่อการกักสัตว์เพื่อดูอาการของโรคหรือไม่ (กรมปศุสัตว์มีระเบียบการตรวจรับรองสถานกักกันสัตว์เอกชน) สัตวแพทย์ประจำด่านกักกันสัตว์จะตรวจสอบภาวะของโรคระบาดจากประเทศต้นทางว่ามีอุบัติการณ์ของโรคระบาดหรือความเสี่ยงต่อการนำเข้าหรือไม่ เมื่อพิจารณาในขั้นตอนเอกสารแล้วเสร็จ เสนอผู้มีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้นำเข้า กรมปศุสัตว์ออกหนังสืออนุมัติในหลักการให้นำเข้าได้ (Import permit) พร้อมเงื่อนไขการนำเข้า (Requirement) ให้แก่ผู้ยื่นคำร้องนำไปแสดงต่อสัตวแพทย์ของประเทศที่ส่งออก ดำเนินการ ตรวจทดสอบโรคตามเงื่อนไขที่กรมปศุสัตว์กำหนด

2.ช่วงนำเข้า ก่อนที่สัตว์จะมาถึงเจ้าของจะต้องแจ้งให้ด่านกักกันสัตว์ทราบว่า สัตว์จะเข้าประเทศไทยโดยสายการบินใด เวลาเท่าใด เพื่อด่านฯจะได้จัดเตรียมบุคลากร อุปกรณ์ในการตรวจและเก็บตัวอย่าง เมื่อสัตว์มาถึงเจ้าของจะต้องนำเอกสารรับรองสุขภาพสัตว์ (Health Certificate) ที่รับรองโดยสัตวแพทย์ของรัฐบาลประเทศผู้ส่งออกมาแสดง และจะต้องสอดคล้องกับเงื่อนไขที่กรมปศุสัตว์กำหนด สัตวแพทย์ตรวจสุขภาพสัตว์เมื่อนำเข้าต้องปลอดจากอาการหรือวิการของโรคระบาด หากสุขภาพแข็งแรง อนุญาตให้นำเข้าไปกักดูอาการยังสถานที่กักกันสัตว์ที่กรมปศุสัตว์รับรอง หากไม่ผ่านจะไม่อนุญาตให้นำเข้าให้ส่งกลับยังประเทศต้นทาง นอกจากนี้ จะต้องมีการเก็บตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ (หากจำเป็น)

และ 3.ภายหลังการนำเข้า ต้องมีการตรวจดูอาการภายหลังการนำเข้าไม่น้อยกว่า 30 วัน หากสัตว์แสดงอาการป่วยหรือพบโรคระหว่างการกักดูอาการ ดำเนินการทำลายตามระเบียบของกรมปศุสัตว์ และหากผลการทดสอบโรคจากห้องปฏิบัติการเป็นบวก ให้ดำเนินการทำลายตามระเบียบกรมปศุสัตว์

 

ที่มา หนังสือพิมพ์ มติชน วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2551

< Previous   Next >