Home arrow News arrow "ไข้เลือดออก"ดุป่วยเกือบ 3 พันราย ระบาดหนัก4สายพันธุ์เหตุโลกร้อน
"ไข้เลือดออก"ดุป่วยเกือบ 3 พันราย ระบาดหนัก4สายพันธุ์เหตุโลกร้อน Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
จันทร์, 18 กุมภาพันธ์ 2008

       

Image

 

       นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าสถานการณ์โรคไข้เลือดออกปีนี้ คาดว่าจะรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา จากการเฝ้าระวังโรคในปี 2551 ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ รวม 40 วัน ทั่วประเทศ มีรายงานผู้ป่วยสะสมแล้ว 2,824 ราย เสียชีวิต 4 ราย ผู้ป่วยร้อยละ 70 อยู่ในภาคกลาง มีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ เมื่อเทียบช่วงเดียวกันในปี 2550 ซึ่งมีผู้ป่วยเพียง 1,702 ราย ไม่มีรายงานเสียชีวิต พบว่าจำนวนผู้ป่วยปีนี้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 66 โดยตลอดปี 2550 มีผู้ป่วยไข้เลือดออกประมาณ 60,000 ราย เสียชีวิต 29 ราย และมีสัญญานว่าโรคนี้จะพบในเด็กโตมากขึ้น การพบผู้ป่วยเพียง 1 ราย เป็นสัญญานบอกเหตุว่าในหมู่บ้านหรือชุมชนนั้นๆ อาจมีคนติดเชื้อโดยที่ไม่มีอาการอีกนับ 100 คนได้ แนวโน้มโรคนี้รุนแรงและจะมีการระบาดในวงกว้างเนื่องจากผลจากโลกร้อน สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้ยุงลายพัฒนาตัวเองไข่จะฟักเป็นตัวเร็วขึ้น และทนแล้งได้นานขึ้น

นพ.ปราชญ์กล่าวต่อว่า โรคไข้เลือดออกมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสเด็งกี่(Dengue virus) มีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ คือ 1,2,3,4 จากการเฝ้าระวังเชี้อในกลุ่มผู้ป่วยไข้เลือดออกที่พบในปีนี้ แนวโน้มเป็นสายพันธุ์ที่ 2 มากขึ้น ซึ่งต่างจากปีที่แล้วที่พบสายพันธุ์ที่ 1 มากกว่า โดยหากเป็นการติดเชื้อไข้เลือดออกครั้งแรก อาการจะไม่รุนแรง หลังติดเชื้อร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อต้นเหตุนั้น แต่หากติดเชื้อเป็นครั้งที่ 2 จะทำให้อาการรุนแรงกว่า เนื่องจากเป็นเชื้อต่างสายพันธุ์ ทำให้เกิดการเสียเลือดและช็อกเสียชีวิตได้ จากการที่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำปฏิกิริยากับเชื้อไวรัส ทำให้มีการรั่วซึมของน้ำเลือดในเส้นเลือด ส่งผลให้เกร็ดเลือดต่ำ เลือดจะออกง่ายขึ้น เนื่องจากเชื้อมี 4 สายพันธุ์ คน 1 คนอาจป่วยเป็นไข้เลือดออกได้ถึง 4 ครั้งตลอดชีวิต เป็นแล้วสามารถเป็นซ้ำอีกได้

“กลุ่มที่มีความเสี่ยงอันตรายจากไข้เลือดออกมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเด็กอ้วนจะมีปัญหาในการคำนวณการให้สารทดแทนน้ำและเลือด เพราะหาเส้นเลือดยาก เนื่องจากมีไขมันสะสมใต้ผิวหนังมาก และการรักษาจะต้องใช้เกณฑ์น้ำหนักมาคำนวณด้วย ก็จะมีความยุ่งยากมากขึ้น” นพ.ปราชญ์กล่าวและว่าได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขทั่วประเทศเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกเป็นพิเศษ ขอให้ประชาชนปิดฝาโอ่งน้ำกินน้ำใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้ยุงลายเข้าไปวางไข่ ส่วนในภาชนะเล็ก ๆ ในบ้านเรือน เช่น แจกันไม้ประดับต่าง ๆ น้ำหล่อขาตู้กับข้าว รวมทั้งน้ำที่อยู่ในจานรองกระถางต้นไม้ น้ำกินในกรงนกสวยงาม น้ำในเล้าไก่เลี้ยงตามบ้าน ให้เปลี่ยนน้ำโดยวิธีเททิ้งทุก 7 วัน โดยเฉพาะจุดเสี่ยงที่สุดคือในห้องน้ำซึ่งโดยทั่วไปจะมีสภาพชื้น เย็น และมีมุมอับมืด จะเป็นที่ซ่อนตัวของยุงลายได้ ขอให้ประชาชนหมั่นดูว่ามีลูกน้ำยุงลายหรือไม่ หากพบว่ามีแม้แค่ตัวเดียว ขอให้ตักทิ้งไป หรือใช้น้ำให้หมดไปและถ่ายน้ำทิ้ง จะเป็นวิธีกำจัดยุงลายที่ดีที่สุด การพ่นหมอกควันไม่สามารถป้องกันในระยะยาว เป็นเพียงการควบคุมชั่วคราวเพื่อฆ่ายุงลายตัวแก่ในบริเวณที่มีการระบาดเพื่อไม่ให้ยุงที่มีเชื้อไปกัดหรือวางไข่ต่อที่อื่น ๆ อีก โดยยุงตัวเมียมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 45 วัน หลังผสมพันธุ์แค่ครั้งเดียว ยุงตัวเมียสามารถวางไข่ตัวละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 1,000-2,000 ฟอง

นายแพทย์ปราชญ์กล่าวต่ออีกว่า สำหรับในเรื่องมาตรฐานการรักษา ได้กำชับให้สถานบริการสาธารณสุขในสังกัดทั่วประเทศ ขอให้เข้มงวดในการตรวจวินิจฉัยโรค เมื่อพบผู้ป่วยทุกกลุ่มอายุที่มีไข้สูงลอยเกิน 2 วัน ขอให้นึกถึงโรคไข้เลือดออกด้วย และขอความร่วมมือประชาชน ขอให้ระมัดระวังอย่าให้ยุงกัด ให้นอนในมุ้ง หรืออาจใช้ยาทากันยุงเช่นตะไคร้หอมเป็นต้น หากมีไข้ ให้กินยาลดไข้ประเภทพาราเซตามอล ห้ามกินยาแอสไพรินเด็ดขาด เนื่องจากหากเป็นไข้เลือดออกจะทำให้เลือดออกง่ายและเสียชีวิตได้ โดยหากไข้ไม่ลดและไข้ยังสูงลอยเกิน 2 วัน ขอให้พาไปพบแพทย์โดยเร็ว

 

ที่มา หนังสือพิมพ์ มติชน วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

Last Updated ( จันทร์, 18 กุมภาพันธ์ 2008 )
< Previous   Next >