Home arrow News arrow กทม.เตือนอากาศเปลี่ยน-ระวัง 3 โรคอันตรายของเด็ก
กทม.เตือนอากาศเปลี่ยน-ระวัง 3 โรคอันตรายของเด็ก Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
อังคาร, 12 กุมภาพันธ์ 2008

        วันที่ 11 ก.พ. ที่ศาลาว่าการ กทม. นายวัลลภ สุวรรณดี รองผู้ว่าฯ กทม. นายสิทธิสัตย์ เจียมวงศ์แพทย์ รองปลัด กทม. ร่วมแถลงข่าวโรคระบาดในภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงว่า ช่วงปลายปี 50 ถึงปัจจุบันสภาพอากาศในกรุงเทพมหานครผิดจากฤดูกาล มีฝนตกบ่อยครั้งทำให้อากาศชื้น เชื้อโรคแพร่พันธุ์และกระจายตัวได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลโดยตรงผู้ที่มีภูมิต้านทานน้อย เช่น เด็กและคนชรา รวมทั้งอาจจะทำให้ผู้ที่อยู่ในสภาวะปกติป่วยบ่อยขึ้น ทั้งโรคไข้เลือดออก ไข้หวัดใหญ่ โรคมือเท้าปาก เบื้องต้นหากผู้ปกครองสังเกตลูกหลานมีอาการผิดปกติ อย่าวินิจฉัยอาการเองแต่ควรรีบนำเด็กไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาทันที ตนอยากฝากถึงผู้ประกอบการที่มีเครื่องเล่นให้บริการเด็กทั้งที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า และตั้งแยกต่างหากเป็นสวนสนุกขนาดใหญ่ ควรจะต้องจัดให้มีการเช็ดทำความสะอาดเครื่องเล่นอย่างสม่ำเสมอ และควรจัดหาอ่างล้างมือให้เด็กทำความสะอาดมือด้วย 

        นายสิทธิสัตย์กล่าวอีกว่า คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า โรคไข้เลือดออกจะเกิดขึ้นเฉพาะช่วงหน้าฝน แต่โรคนี้เป็นโรคที่ระบาดได้ตลอดปีและพบได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะช่วงนี้ที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ส่วนโรคไข้หวัดใหญ่นั้นเกิดจากเชื้อไวรัส มีอาการอ่อนเพลียมาก ปวดเมื่อยตามร่างกาย การป้องกันโรคนี้จำเป็นต้องพักผ่อนอย่างเพียงพอ รับประทานอาหารมีประโยชน์ สุดท้ายคือโรคมือเท้าปากพบบ่อยในเด็กทารกและเด็กเล็ก โดยเฉพาะที่อากาศชื้นและเปลี่ยนแปลง ป้องกันโดยต้องทำความสะอาดสิ่งของ อุปกรณ์ที่เด็กสัมผัสสม่ำเสมอ 

        นางป่านฤดี มโนมัยพิบูลย์ ผอ.กองควบคุมโรค กล่าวว่า 3 โรคดังกล่าวมีการระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่อากาศชื้น แยกเป็น โรคมือเท้าปาก ในเดือน ม.ค. 2550 มีผู้ป่วย 60 ราย เดือน ม.ค.2551 มีผู้ป่วย 251 ราย คิดเป็นสัดส่วนที่สูงขึ้นเกือบ 5 เท่า ส่วนโรคไข้เลือดออกผู้ป่วยในเดือน ม.ค. 2550 มีมาก 599 ราย ส่วน ม.ค. 2551 แม้จะมีผู้ป่วย 553 ราย แต่เมื่อเทียบกับตัวเลขตลอดทั้งปีถือว่าต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพราะตัวเลขผู้ป่วยลดลงไม่มากนัก สุดท้ายโรคไข้หวัดใหญ่ช่วง ส.ค.-ธ.ค. ของปี 2550 มีผู้ป่วยสูงกว่าปี 2549 มากถึง 3 เท่า แม้ผู้เสียชีวิตจะตายไม่เกิน 0.15% ของผู้ป่วยทั้งหมด แต่ตัวเลขทั้งหมดเป็นสิ่งบ่งชี้ให้ระมัดระวังและต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ.

 

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 12 ก.พ. 51

< Previous   Next >