Home arrow News arrow เตือนเคี้ยวอาหารให้เด็ก เป็นสาเหตุแพร่เชื้อเอดส์
เตือนเคี้ยวอาหารให้เด็ก เป็นสาเหตุแพร่เชื้อเอดส์ Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
ศุกร์, 08 กุมภาพันธ์ 2008

        เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ นักวิทยาศาสตร์ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (ซีดีซี) เปิดเผยว่า ไวรัสเอชไอวีที่เป็นสาเหตุของโรคเอดส์สามารถติดต่อได้โดยการที่แม่เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนที่จะให้เด็กทารกกิน ซึ่งเป็นวิธีการที่พบบ่อยในประเทศยากจนและประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่ง

มีการเปิดเผยในการประชุมทางวิทยาศาสตร์ที่เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ว่าพบกรณีดังกล่าวในสหรัฐ 3 รายด้วยกัน ตั้งแต่ปี 2536-2547 โดยพาหะที่นำเชื้อโรคคือเลือด ไม่ใช่น้ำลาย เนื่องจากมี 2 กรณีที่แม่ซึ่งมีเชื้อเอดส์มีแผลในช่องปาก นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ยังคงต้องมีการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้เพิ่มอีก แต่พวกเขาได้เตือนพ่อแม่และพี่เลี้ยงเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีไม่ให้เคี้ยวอาหารให้เด็กและได้รายงานให้แพทย์รู้แล้วว่ามีกรณีการติดเชื้อลักษณะนี้เกิดขึ้น

ซีดีซีเชื่อว่าการติดต่อของโรคเอดส์ผ่านทางการเคี้ยวอาหารให้เด็กนั้นพบได้น้อยมากในสหรัฐเพราะพฤติกรรมดังกล่าวไม่ค่อยมีผู้ปฏิบัติกัน แต่ในบางประเทศแม่ต้องเคี้ยวอาหารให้ลูกเนื่องจากพวกเขาไม่สามารถหาอาหารของทารกได้จึงใช้วิธีการเคี้ยวก่อนเพื่อเป็นการบดอาหารให้ทารกซึ่งยังไม่มีฟัน

กรณีแรกที่พบคือเด็กชายวัย 15 เดือน ที่เมืองไมอามี รัฐฟลอริดา เมื่อปี 2536 ซึ่งยายของเขาติดเชื้อเอชไอวีและได้เคี้ยวอาหารให้ก่อนที่จะให้เขากินในช่วงที่เขามีอายุระหว่าง 9-14 เดือน กรณีที่ 2 พบเมื่อปี 2538 เป็นเด็กชายชาววัย 3 ขวบ ในไมอามีเช่นกัน ซึ่งแม่ของเขาที่ติดเชื้อเอดส์เคี้ยวอาหารให้ก่อนที่จะให้เขากิน กรณีสุดท้ายพบเมื่อปี 2547 เป็นเด็กหญิงวัย 9 เดือน ในเมืองเมมฟิส รัฐเทนเนสซี ซึ่งแม่ของเธอเริ่มเคี้ยวอาหารให้เมื่อเธอมีอายุได้ 4 เดือน

ซีดีซีระบุว่า เป็นไปได้ว่าทั้งคนเลี้ยงดูและเด็กต่างก็มีแผลในช่องปากด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งเป็นการง่ายสำหรับไวรัสที่จะติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งทางเลือด การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่าการเคี้ยวอาหารให้เด็กเป็นช่องทางในการแพร่เชื้อโรคบางอย่าง เช่น เชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคทางเดินอาหารและเชื้อที่เป็นสาเหตุของอาการเจ็บคอ (เอพี) (กรอบบ่าย)

 

 

ที่มา หนังสือพิมพ์ มติชน วันที่ 08 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

< Previous   Next >