Home arrow News arrow เริ่มต้นใหม่! "บุช" เพิ่มงบวิจัยสเต็มเซลล์ตัวอ่อนจากผิวหนัง
เริ่มต้นใหม่! "บุช" เพิ่มงบวิจัยสเต็มเซลล์ตัวอ่อนจากผิวหนัง Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
ศุกร์, 01 กุมภาพันธ์ 2008

       

Image

 

         เอเอฟพี/เอเยนซี - เทคนิคการเปลี่ยนเซลล์ผิวหนังไปเป็นสเต็มเซลล์ตัวอ่อนที่ได้รับการเปิดเผยเมื่อปลายปี 50 ช่วยลดความขัดแย้งด้านศีลธรรมลงได้ ส่งผลให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้เคยคัดค้าน กม.หนุนการวิจัยสเต็มเซลล์มาแล้วถึง 2 ฉบับ ก็กลับลำแถลงต่อสภาคองเกรสเพื่อของบประมาณสนับสนุนการวิจัยสเต็มเซลล์ตัวอ่อนวิธีนี้เพิ่มขึ้น

        ในการแถลงนโยบายประจำปีต่อสภาคองเกรสเมื่อวันที่ 28 ม.ค.51 นายจอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้แถลงต่อรัฐสภาเพื่อของบประมาณสนับสนุนการวิจัยสร้างสเต็มเซลล์ไลน์ โดยวิธีที่ไม่ทำลายตัวอ่อนเพิ่มขึ้น ซึ่งวิธีการนี้จะนำเซลล์ผิวหนังของผู้ใหญ่มาใส่ยีนสำคัญที่ควบคุมความเป็นสเต็มเซลล์ตัวอ่อน และเพาะเลี้ยงจนได้เซลล์ที่มีลักษณะคล้ายกับสเต็มเซลล์ตัวอ่อนขึ้น
      
       "ความก้าวหน้านี้แสดงให้เห็นว่า มันมีศักยภาพที่จะขับเคลื่อนเราไปข้างหน้าเหนือข้อโต้แย้งเก่าๆ ได้ด้วยการขยายขอบเขตความรู้ด้านการแพทย์ซึ่งจะไม่มีการทำลายชีวิตมนุษย์" บุชกล่าว
      
       ก่อนหน้านี้ การผลิตสเต็มเซลล์ตัวอ่อนมนุษย์มาใช้ทางการแพทย์ ส่งผลให้ตัวอ่อนดังกล่าวถูกทำลายลง ทำให้กว่า 6 ปีภายใต้การบริหารงานของบุชไม่มีการอนุมัติงบวิจัยใดๆ สำหรับการวิจัยดังกล่าวเลย จนนักวิทยาศาสตร์กล่าวกันว่าเป็นการสกัดกั้นงานวิจัยทั้งหมด แต่บุชก็ยังยืนกรานจุดยืนของเขา
      
       "ดังนั้นเราจะเพิ่มทุนสำหรับการวิจัยทางการแพทย์อย่างมีจริยธรรมนี้" บุชว่า และแสดงความเชื่อมั่นต่อนวัตกรรมการแพทย์ที่รัฐควรให้การสนับสนุนเพื่อให้ได้มาซึ่งวิธีการรักษาโรคแบบใหม่ๆ
      
       ทว่าเขายังคงย้ำหนักแน่นต่อสมาชิกสภานิติบัญญัติว่า การวิจัยด้านพันธุศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนนี้จะต้องอยู่ในขอบเขตของศีลธรรม การซื้อ ขาย จดสิทธิบัตร หรือแม้แต่การโคลนมนุษย์จึงเป็นเรื่องไม่ถูกหลักจริยธรรม ซึ่งการโคลนนิงถือเป็นอีกวิธีหนึ่งในการผลิตสเต็มเซลล์ ขณะเดียวกันสเต็มเซลล์ยังได้มาจากตัวอ่อนที่เหลือจากการปฏิสนธินอกมดลูก
      
       แม้ว่าในสหรัฐฯ จะเข้มงวดและจำกัดงบประมาณในการสร้างสเต็มเซลล์ตัวอ่อนมนุษย์ แต่การโคลนนิงมนุษย์และการจดสิทธิบัตรผลการทดลองที่ได้ยังถือเป็นเรื่องถูกกฎหมาย
      
       ต่างจากแคนาดาและอังกฤษที่กระวีกระวาดสนับสนุนการผลิตสเต็มเซลล์ตัวอ่อนมนุษย์อย่างออกหน้าออกตา แต่ในออสเตรียและลิธัวเนียแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องต้องห้ามทีเดียว
      
       อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 17 ม.ค.51 ที่ผ่านมา บ.สเตมาเจน คอร์ป (Stemagen Corp.) เอกชนด้านการแพทย์ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ เผยว่าพวกเขาสามารถโคลนตัวอ่อนมนุษย์จากเซลล์ผิวหนังของผู้ใหญ่ได้ ซึ่งฉายความหวังว่าจะนำไปใช้รักษาโรคร้ายแรงอย่างอัลไซเมอร์ พาร์กินสัน เบาหวาน และโรคเกี่ยวกับพันธุกรรมที่ยังไม่อาจรักษาได้อื่นๆ ตลอดจนโรคมะเร็ง หรือกระทั่งโรคเอดส์ได้
      
       นอกจากนั้นแล้ว บุชยังร้องขอต่อสภาคองเกรสให้เพิ่มงบวิจัยวิทยาศาสตร์กายภาพอีกเท่าตัวด้วย เพื่อทำให้แน่ใจว่าสหรัฐฯ จะยังคงเป็นชาติที่มีพลวัตมากที่สุดในโลก และคงความสามารถในการแข่งขันได้ โดยต้องให้ความเชื่อมั่นในความชำนาญของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของประเทศ พร้อมสนับสนุนเพื่อไล่ตามความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

 

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์ 31 มกราคม 2551

Last Updated ( ศุกร์, 01 กุมภาพันธ์ 2008 )
< Previous   Next >