|
โรคหมาบ้าในไทยและหนทางรอดของผู้ป่วย |
|
|
|
Post by ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
|
|
พุธ, 07 มีนาคม 2007 |
|
Page 1 of 2 เมื่อปี 2005 ที่ผ่านมาถ้าติดตามข่าวคราวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในการรักษาผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้า ข่าวใหญ่ที่มาแรง ต้องหนีไม่พ้นการที่สหรัฐอเมริกามีรายงานความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยพิษสุนัขบ้าด้วยวิธี coma induction นอกจากจะเป็นการรักษาผู้ป่วยให้รอดชีวิตแล้วยังสามารถทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกด้วย นับว่าเป็นผู้ป่วยรายที่ 2 ของโลกที่รอดชีวิตจากการรักษาและแทบไม่มีความพิการหลงเหลือ แต่วิธีการรักษาต่างจากผู้ป่วยที่รอดชีวิตรายแรกของโลกเมื่อปี 1972 ที่ประเทศสหรัฐอเมริการเช่นเดียวกัน
การรักษาด้วยวิธีการ coma induction เป็นวิธีการรักษาผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้าโดยทำให้ผู้ป่วยอยู่ในภาวะหมดสติเหมือนเจ้าหญิงนิทรา เพื่อชะลอไม่ให้มีการทำลายสมองจากสารพิษ (excitotoxicity) ด้วยวิธีการใช้ยานอนหลับชนิดต่าง ๆ ซึ่งได้แก่ ยา ในกลุ่ม benzodiazepine และ ketamine ร่วมด้วยกับการให้ยาฆ่าไวรัส ( amantadine และ ribavirin) หลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศความสำเร็จในการรักษาโรคพิษสุนัขบ้าได้สำเร็จนั้น วิธีการรักษาดังกล่าว ทำให้หลายประเทศต่างสนใจและให้ความสำคัญกับรูปแบบการรักษาดังกล่าว และในหลายประเทศต่างก็นำรูปแบบการรักษาไปใช้กับผู้ป่วย รวมถึงโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ของประเทศไทย ซึ่งนำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านระบบประสาท ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ได้ทำการรักษาผู้ป่วยด้วยโรคพิษสุนัขบ้าเพศชาย อายุ 33 ปี เมื่อเดือนเมษายน 2006 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ได้ทำการรักษาผู้ป่วยด้วยวิธี coma induction ด้วยการฉีด diazepam และ sodium thiopental เข้าทางหลอดเลือดดำและทำให้คลื่นไฟฟ้าในสมองอยู่ในสภาวะ burst suppression ได้นาน 46 ชั่วโมง ร่วมกับการใช้ ketamine ขนาด 48 mg/kg/day และยา ribavirin (48-128 mg/kg/day ) ผ่านทาง nasogastric tube ผลการรักษานั้นปรากฎว่าผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้เพียง 15 วันเท่านั้นก็เสียชีวิต จากการตรวจหาระดับ antibody ในผู้ป่วยรายนี้ไม่พบทั้งในเลือดและน้ำไขสันหลัง แต่ว่าสิ่งที่ตรวจพบนั้นกลับเป็นเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าจำนวนมากในน้ำลาย น้ำปัสสาวะ น้ำไขสันหลัง รากผม ซึ่งสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่วันแรก จากผลการรักษาดังกล่าวจึงสรุปได้ว่า วิธีการรักษาตามแบบฉบับของสหรัฐอเมริกาเป็นวิธีการรักษาที่ไม่ได้ผล ดังนั้น ถ้าจะนำวิธีการรักษาดังกล่าวไปใช้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีหลักฐานสนับสนุนมากกว่านี้ เช่น ต้องผ่านการพิสูจน์ในสัตว์ทดลอง พิสูจน์ในแง่ของทฤษฎี รวมถึงหลักฐานอื่น ๆ ที่ส่งเสริมต่อวิธีการรักษา นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วยวิธี coma induction สูงถึง 3-3.5 ล้านบาทต่อราย (รพ.จุฬาฯ) เมื่อผลการรักษาผู้ป่วยในประเทศไทยล้มเหลว ศ.นพ.ธีระวัฒน์และคณะ จึงได้ทำ case report Failure of Therapeutic Coma and Ketamine for Therapy of Human Rabies เผยแพร่ในวารสาร Journal of NeuroViology ในปี 2006 ซึ่งข่าวผลการรักษาล้มเหลวในครั้งนี้ทำให้ทั่วโลกต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากขัดแย้งกับสหรัฐฯ ที่สามารถรักษาได้ โดยข้อมูลได้ถูกเผยแพร่ผ่านทางช่อง 5 ทั่วประเทศอังกฤษ และได้เผยแพร่ออกไปทั่วโลกผ่านทางช่อง BBC เมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2006 ที่ผ่านมา ดังนั้น รายงานฉบับนี้จึงเป็นรายงานที่มีความสำคัญมากเป็นการพิสูจน์ว่า วิธีการรักษาดังกล่าวไม่ได้ผล ไม่ควรนำมาใช้ ส่วนประเทศอื่น ๆ ที่นำวิธีนี้ไปใช้ผลการรักษาไม่ได้ผลเช่นกันแต่ไม่ได้รายงาน ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวถึงในแง่ของจริยธรรมของแพทย์กับการรักษาว่า การที่สหรัฐฯ ประกาศความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้า และได้ระบุขั้นตอนการรักษาที่เป็นรูปธรรมชัดเจนเผยแพร่ข้อมูลออกไปเป็นวงกว้าง และการที่ประเทศไทยเองก็ได้รับทราบข้อมูล ถ้ามีผู้ป่วยแล้วไม่ทำการรักษา ดังนั้นหลักฐานในการรักษาที่ไม่ได้ผลนี้ จึงเป็นเครื่องหักล้างและเป็นเครื่องยืนยันว่าประเทศไทยมิได้นิ่งนอนใจหรือนิ่งเฉยต่อผู้ป่วย จะเป็นการทำผิดจริยธรรม
|
|
Last Updated ( พุธ, 25 เมษายน 2007 )
|