Home arrow News arrow เอกซเรย์ไข้หวัดนกถี่ยิบ หมอร.พ.ศิริราชมีข่าวดี วิจัยภูมิคุ้มกันโรคในคน
เอกซเรย์ไข้หวัดนกถี่ยิบ หมอร.พ.ศิริราชมีข่าวดี วิจัยภูมิคุ้มกันโรคในคน Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พฤหัสบดี, 31 มกราคม 2008

        กรมปศุสัตว์หวังปราบหวัดนกให้อยู่หมัด เตรียม X-ray หาเชื้อรอบใหม่ 1-29 ก.พ.นี้ ทั่วประเทศ ด้านหมอศิริราชสุดเจ๋ง คิดค้น "ภูมิคุ้มกัน" หวัดนกได้มีประสิทธิภาพทัดเทียมต่างชาติ แต่ต้นทุนต่ำกว่า

นายสัตวแพทย์ธนิตย์ เอนกวิทย์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" หลังจากที่กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการตรวจสอบหาเชื้อหวัดนกในแหล่งเลี้ยงสัตว์ปีกสำคัญตั้งแต่วันที่ 14 มกราคมจนถึงขณะนี้ว่า กรมปศุสัตว์ยืนยันมีจุดพบเชื้อไข้หวัดนกในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีกเพียง 2 จุดเท่านั้น ในจังหวัดนครสวรรค์กับพิจิตร แต่กรมปศุสัตว์จะขยายผลการปฏิบัติงานโดยดำเนินโครงการ X-ray หาเชื้อหวัดนกรอบใหม่ในทุกบ้านเรือนประชาชนทั่วประเทศต่อไปจนกระทั่งถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้

โครงการ X-ray ไข้หวัดนกจะใช้หลักเกณฑ์การตรวจสอบที่ว่า หากสัตว์ปีกที่เลี้ยงไว้ในบ้านเรือนประชาชนทั่วไปเกิดป่วยไข้และตายอย่าง "ผิดปกติ" ติดต่อกัน 2 วันในสัดส่วนร้อยละ 5 ของปริมาณสัตว์ที่เลี้ยงอยู่ก็จะทำลายสัตว์ปีกทั้งหมด และห้ามการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกในรัศมี 5 ก.ม.ของจุดที่พบสัตว์ปีกป่วยตาย

ส่วนฟาร์มสัตว์ปีกที่เลี้ยงในระบบปิด หากพบสัตว์ปีกป่วยตายอย่างผิดปกติเพียงร้อยละ 1 ก็จะทำลายสัตว์ปีกที่เลี้ยงภายในฟาร์มทั้งหมด รวมทั้งห้ามการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกในรัศมี 5 ก.ม. เช่นเดียวกัน ส่วนการชนไก่นั้นทางกรมปศุสัตว์ไม่ได้ห้าม แต่ขอให้อยู่กับดุลพินิจของผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละแห่งเป็นสำคัญ แต่หากเป็นไปได้อยากขอความร่วมมือให้หยุดการชนไก่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง

นายสัตวแพทย์ธนิตย์กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากหวัดนกได้กลายเป็นโรคประจำถิ่นไปแล้ว หากจะรอให้ปลอดเชื้อหวัดนกจริงๆ "คงเป็นเรื่องยาก" นอกจากนี้การตรวจพบสัตว์ปีกติดเชื้อไข้หวัดนกเพียงไม่กี่ตัวก็สามารถทำลายอุตสาหกรรมการส่งออกเนื้อไก่สดทั้งระบบ มาตรการที่ใช้อยู่ในปัจจุบันถือว่าไม่เป็นธรรมต่อภาพรวมของอุตสาห กรรมการส่งออกเนื้อไก่ของประเทศ

และเพื่อช่วยเหลือให้ผู้ส่งออกสามารถเปิดตลาดส่งออกเนื้อไก่สดได้อีกครั้ง ทางกรมปศุสัตว์จึงดำเนิน "โครงการคอมพาร์ตเมนต์" เพื่อเป็นโซนสำหรับการเลี้ยงสัตว์ปีกปลอดเชื้ออย่างน้อย 1 ปี และกำหนดเขตพื้นที่กันชนรัศมี 1 ก.ม. ซึ่งจะต้องปลอดเชื้อหวัดนก 1 ปีด้วยเช่นกัน โดยกรมปศุสัตว์ได้ดำเนินโครงการนี้มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2549 ปรากฏมีเอกชนสนใจเข้าร่วมโครงการจำนวน 23 บริษัท จัดตั้งได้ 80 คอมพาร์ตเมนต์ในพื้นที่ 37 จังหวัดในระยะกว่า 1 ปีที่ผ่านมา และได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างฟาร์มปลอดเชื้อไปได้แล้วกว่า 50%

ด้าน ศ.น.พ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล นายกสมาคมไวรัสวิทยา กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ผลการประชุมนานาชาติด้านไข้หวัดนกประจำปี 2551 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 23-25 มกราคม 2551 ที่ผ่านมานั้น มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ แม้ว่าเชื้อหวัดนกชนิด H5N1 จะมีความเสี่ยงทำให้เกิดการระบาดใหญ่ได้ แต่ที่จริงแล้วไวรัสชนิดอื่นที่มีความรุนแรงต่ำ เช่น H7N7, H9N2 และ H2N2 อาจมีความเสี่ยงในการเกิดการระบาดใหญ่ได้สูงเช่นเดียวกัน เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาข้อมูลเชื้อไวรัสชนิด ดังกล่าวอย่างจริงจัง ดังนั้นทุกประเทศควรเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคชนิดรุนแรงต่ำไม่น้อยไปกว่าการติดตามไวรัสไข้หวัดนก H5N1

อย่างไรก็ตามได้มีการรายงานในที่ประชุมว่า สปป.ลาวได้เกิด "ไวรัสสายพันธุ์ใหม่" (เกิดจากไวรัส H5N1 โดยได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรมมาจากไวรัส H3N8) ที่ลดความรุนแรงในการก่อโรคในหนูทดลองอย่างมาก แต่ยังคงก่อโรครุนแรง ในไก่ นอกจากนี้ยังพบว่าไวรัสค่อนข้างทนต่อ"ยาโอเซลทามิเวียร์"

ส่วนประเทศเวียดนาม หลังจากใช้วัคซีนป้องกันหวัดนกในสัตว์ปีกในปี 2549 ทำให้ปัญหาการระบาดของเชื้อหวัดนกในสัตว์ปีกลดลง แต่หลังจากเกิดระบาดของเชื้อหวัดนกซ้ำอีกครั้งในปี 2550 ปรากฏว่าวัคซีนป้องกันไข้หวัดนกในสัตว์ปีกกลับใช้ไม่ได้ผล คาดว่าสาเหตุที่วัคซีนใช้ไม่ได้ผลเนื่องจากไม่ได้ควบคุมปริมาณแอนติเจนของไวรัสในวัคซีนสำหรับสัตว์

ศ.น.พ.ประเสริฐกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการใช้วัคซีนแล้ว ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกได้พยายามค้นคว้าวิธีป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนกด้วยวิธีต่างๆ เช่น วัคซีนจากพืชที่ให้ประสิทธิภาพดีในราคาต้นทุนต่ำ กับการใช้สารกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อให้ร่างกายเกิดการกระตุ้นภูมิคุ้มโรคหวัดนกได้ดี

ซึ่งเป็นผลงานของนักวิทยาศาสตร์ไทยคือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.วันเพ็ญ ชัยคำภา ภาควิชาปรสิตวิทยา แพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และเป็นที่ปรึกษาขององค์การอนามัยโลก ผลงานดังกล่าวประสบความสำเร็จในระดับห้องปฏิบัติการแล้ว และกำลังจะขยายผลการศึกษาในระดับ ผู้ป่วยจริงในอนาคต ข้อดีของผลงานวิจัยชนิดนี้ ก็คือ นอกจากทำให้สามารถป้องกันและรักษาอาการติดเชื้อหวัดนกได้เป็นอย่างดีแล้ว ภูมิคุ้มกันหวัดนกที่เกิดขึ้นยังมีประสิทธิภาพทัดเทียมต่างชาติ แต่ต้นทุนต่ำกว่ามาก

 

ที่มา หนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2551

< Previous   Next >