Home
Home
โรคเนื้อเน่า-แบคทีเรียกินเนื้อคนระบาดหนักทั่ว จ.น่าน เสียชีวิตแล้ว 1 ป่วยอีก 26 ราย Print
User Rating: / 0
News - News
อังคาร, 24 กรกฎาคม 2018

Workpoint News รายงานวันที่ 24 กรกฎาคม 2562


โรคเนื้อเน่าระบาดหนักทั่ว .น่าน พบสถานการณ์รุนแรง ล่าสุดเสียชีวิตแล้ว 1 ราย หลังติดเชื้อมีแผลเน่าลุกลามที่เท้า พร้อมกับมีอาการแทรกซ้อนติดเชื้อในกระแสเลือด และความดันต่ำ แพทย์เตือน หากทำนา ทำไร่ หรือจับปลาหนองน้ำ ถ้ามีแผลตามร่างกาย ขอให้รีบขึ้นจากโคลน รีบล้างแผลโดยให้น้ำสะอาด หากมีอาการคัน ผื่นแดง รีบพบแพทย์รักษาทันที


วันที่ 24 .. 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายแพทย์พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน เปิดเผยว่า ขณะนี้โรคเนื้อเน่าหรือแบคทีเรียกินเนื้อคน สถานการณ์แนวโน้มรุนแรงและกำลังระบาดไปทั่วทั้งจังหวัดน่าน จากสถานการณ์ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้แล้ว 1 ราย หลังติดเชื้อมีแผลเน่าลุกลามที่เท้า พบอาการแทรกซ้อนติดเชื้อในกระแสเลือดและความดันต่ำ ส่วนอีก 2 ราย มีอาการหนักแพทย์ต้องย้ายคนไข้เข้ารักษาที่ห้องไอซียู และดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด และยังมีผู้ป่วยถูกส่งตัวเข้ารักษาเพิ่ม 1 ราย จาก .สันติสุข รวมมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาทั้งหมด 26 ราย


โรคดังกล่าวเป็นโรคที่ติดเชื้อจากทางผิวหนัง ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อจนเป็นแผลพุพองและมีหนอง และลามเข้าไปถึงกล้ามเนื้อใต้ผิวหนัง ซึ่งบางรายต้องผ่าตัดหรือกรีดเนื้อเปิดแผล เพื่อล้างหนอง และเนื้อที่เน่าตายออก แต่หากลุกลามอาจถึงขั้นต้องตัดขาทิ้ง


อย่างไรก็ตามขณะนี้ได้แจ้งประกาศเตือนไปยังทุกอำเภอให้เร่งประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนผู้มีอาชีพทำนา ทำไร่ ทำสวน และออกหาปลาตามหนองน้ำต่างๆ  หากมีประวัติลุยโคลนและมีบาดแผล ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำสะอาด เช็ดให้แห้งและปิดแผล  แล้วรีบมาโรงพยาบาลใกล้บ้านเพื่อให้ตรวจรักษาต่อไป


สำหรับการรักษาแพทย์จำเป็นต้องตัดเนื้อตายออกให้หมด และให้ยาปฎิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อ ซึ่งถ้าเชื้อยังไม่ลุกลามเข้ากระแสเลือด ผลลัพธ์ของการรักษาจะค่อนข้างดี สำหรับผู้ป่วยบางรายที่ไม่ได้ลงนา หรือไม่มีบาดแผลก็อาจจะติดเชื้อดังกล่าวได้ โดยการเกา หรือมีบาดแผลถลอกเล็กน้อยเชื้อสเตรปโตคอคคัส หรือสแตปฟิโลคอคคัสที่อยู่บริเวณผิวหนังอาจจะเข้าไปในแผลแล้วเกิดการติดเชื้อ ถ้าผู้ใดมีผิวหนังบวมแดงอย่างรวดเร็ว แล้วมีตุ่มพุพองที่ผิวหนัง ขอให้รีบมาตรวจรักษาก่อนที่อาการจะลุกลามจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

 


Last Updated ( จันทร์, 05 สิงหาคม 2019 )
แพทย์แนะฉีดวัคซีนป้องกัน ‘โรคงูสวัด’ ในผู้สูงอายุ แพทย์แนะฉีดวัคซีนป้องกัน ‘โรคงูสวัด’ ในผู้สูงอายุ Print
User Rating: / 0
News - News
พุธ, 24 กรกฎาคม 2019

Workpoint News รายงานวันที่ 24 กรกฎาคม 2019


โรคงูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อได้ง่ายเหมือนโรคสุกใส แต่ป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะผู้สูงอายุเพื่อกระตุ้นภูมิต้านทาน

วันที่ 24 ..2562 นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่าในประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยโรคงูสวัดประมาณ 0.26 รายต่อประชากร 1,000 คน ซึ่งในจำนวนนี้พบว่าร้อยละ 53.6 ของผู้ป่วยมีอายุมากกว่า 45 ปี โรคงูสวัดเป็นโรคที่มีการติดต่อทางการหายใจเอาเชื้อไวรัส หรือสัมผัสสะเก็ดน้ำเหลืองที่แผล เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายเหมือนโรคสุกใส แต่ผู้ที่เคยเป็นโรคสุกใสแล้วจะมีภูมิต้านทานต่อโรคงูสวัดเพราะเป็นเชื้อไวรัสตัวเดียวกัน การได้รับเชื้อไวรัสเพิ่มเติมเป็นการกระตุ้นภูมิต้านทานเทียบได้กับการได้รับวัคซีนโรคงูสวัดเป็นโรคที่ป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนสามารถกระตุ้นภูมิต้านทานในผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงอื่น ให้สูงขึ้นเหมือนกับภูมิต้านทานที่สูงขึ้นภายหลังการป่วยเป็นงูสวัด ทั้งนี้ มีการวิจัยประสิทธิภาพของวัคซีนโรคงูสวัดในผู้ที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป พบว่ามีประสิทธิภาพลดการป่วยเป็นงูสวัดร้อยละ 51.3และลดอุบัติการณ์ของอาการปวดหลังจากผื่นงูสวัดหายแล้ว ร้อยละ 66.5


snack.png แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กล่าวเพิ่มเติม โรคงูสวัดเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ถ้าติดเชื้อครั้งแรกจะทำให้เป็นโรคสุกใสส่วนมากเกิดในเด็กหลังจากโรคสุกใส หายแล้วไวรัสจะเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในปมประสาท และภายหลังหากภูมิต้านทานต่อไวรัสลดลง ไวรัสจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวน ทำให้เกิดผื่นเป็นตุ่มน้ำพองตามแนวเส้นประสาทนอกจากนี้ยังพบอาการแทรกซ้อนของงูสวัด คือ ปวดเส้นประสาท ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งก่อนและระหว่างที่ยังมีผื่น หรือหลังจากผื่นหายแล้ว อาการปวดมักรุนแรงและมีหลายลักษณะ เช่น ปวดแสบร้อน ปวดเหมือนเข็มแทง ปวดเหมือนถูกมีดกรีด เป็นต้น โดยระดับความรุนแรงของอาการปวดมีความสัมพันธ์กับอายุของผู้ป่วย คือ ผู้ป่วยยิ่งอายุมากขึ้น โดยเฉพาะอายุมากกว่า 60 ปี ยิ่งเสี่ยงต่อการปวดรุนแรง และอาจมีผลต่อคุณภาพชีวิต สำหรับการรักษาประกอบด้วยยาต้านไวรัสและยาแก้ปวดปลายเส้นประสาท เพื่อป้องกันและลดความทุกข์ทรมานจากโรคงูสวัดนอกเหนือจากการฉีดวัคซีนซึ่งเป็นการป้องกัน


กัญชาไมโครโดส...หลักปฏิบัติที่สำคัญ Print
User Rating: / 0
Articles - Articles
อาทิตย์, 04 กันยายน 2016

ไทยรัฐฉบับพิมพ์21 ก.ค. 2562 07:01 น. https://www.thairath.co.th/news/local/1619063

 

การใช้กัญชาที่ถูกหลักคือการใช้ขนาดน้อยที่สุดหรือที่เรียกว่าไมโครโดส ที่เราเรียกว่าใช้ปลายไม้จิ้มฟันแตะซอกฟัน เวลาเย็นหรือก่อนนอนเป็นการใช้ครั้งแรกและในวันต่อมาค่อยๆเพิ่มปริมาณขึ้นทีละน้อย เช่น ไม้จิ้มฟันหักปลายจุ่มลงในน้ำมันกัญชาปาดส่วนเกินออก แตะที่ซอกฟัน (กรณีที่ไม่มีฟันจะใช้ดูดเอาก็ได้) การเริ่มต้นด้วยการหยดใต้ลิ้น ถ้าหยดถูกวิธีโดยไม่กลืนเป็นเวลาหนึ่งนาทีจะทำให้การดูดซึมค่อนข้างสมบูรณ์และออกฤทธิ์ได้เร็วภายใน 15 ถึง 45 นาทีก็ตาม แต่มักควบคุมขนาดของหยดไม่ได้และกลายเป็นได้ปริมาณมากเกินไปจนเกิดเมา การใช้ไม้จิ้มฟันแม้ว่าปริมาณที่ได้รับอาจไม่แน่นอนเพราะกลายเป็นการกินและการออกฤทธิ์อาจช้า โดยต้องรอถึง 1–4 ชั่วโมงก็ตาม แต่มีความปลอดภัยกว่ามาก และจะทำให้กลไกทั้งหลายที่พูดกันขณะนี้ นุ่มนวลขึ้น ไม่เมา แต่ในขณะเดียวกันอาจยังไม่เห็นผลทันที โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสมองเสื่อม การลดอาการเกร็งและในเรื่องของโรคพาร์กินสัน แม้ในเรื่องการนอน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการปรับขนาดทีละเล็กทีละน้อย โดยอาจจะต้องรอโดยใช้เวลาถึง 10-14 วัน เรื่องที่กัญชาทำให้ความดันต่ำ (ทั้งที่ไม่ต้องเมาก็ได้) เป็นเรื่องจริง โดยที่แม้ใช้ในปริมาณน้อยถูกวิธีและเป็นที่มาที่ต้องมีความระมัดระวังเมื่อใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันอื่น โดยเฉพาะกัญชาที่ใช้นั้นเป็นชนิดที่มีสารออกฤทธิ์แบบไม่เมาเป็นส่วนใหญ่ที่เรียกว่า CBD หรือที่มาจากกัญชงนั่นเอง โดยที่ CBD สามารถเพิ่มขนาดยาหลากหลายได้ตั้งแต่ยาลดความดัน ยาเบาหวาน ยาลดไขมัน ยานอนหลับ ยารักษาโรคจิต ยารักษาโรคซึมเศร้า ยาปฏิชีวนะ ยารักษาโรคเอดส์ ยาแก้แพ้ เป็นต้น จนเมื่อเกิดผลแทรกซ้อนจะอธิบายจากการที่ยาปัจจุบันออกฤทธิ์มากเกินไป

tr_21072019.png

 

 

PDF Download

 

 

 

 

 

Last Updated ( เสาร์, 24 สิงหาคม 2019 )
ระบบสาธารณสุขประเทศไทย อย่างยั่งยืน...ไม่มีทางเป็นไปได้ Print
User Rating: / 0
Articles - Articles
อังคาร, 16 กรกฎาคม 2019

ไทยรัฐฉบับพิมพ์ รายงานวันที่ 14 .. 2562  https://www.thairath.co.th/news/local/1614235


แจงกันตั้งแต่ 2561 จน 2562 ทำไมเราจึงเปลี่ยนแปลงไม่ได้...เรากำลังมีวิสัยทัศน์ (Vision for the future) ผิดหรือเปล่า?...อยากให้ระบบสาธารณสุขไทยเป็นอย่างไร?

มีคุณภาพและให้ความสุขทั้งคนไข้ ทั้งพนักงาน ทั้งนี้ต้องใช้เงินเพิ่มมากเพราะงบสาธารณสุขประเทศเราน้อยมากถ้าเทียบกับสิ่งที่ประชาชนต้องการ...หมอและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องการที่จะมีเวลาในการอธิบายอย่างเพียงพอ ในการสร้างความเข้าใจ ในการป้องกันตนเองก่อนเกิดโรค (primary prevention) และเมื่อเกิดโรคไปแล้ว (secondary prevention) และโรคขณะที่เป็นอยู่

ทั้งนี้เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี ความเข้าใจระหว่างเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและผู้ป่วย (doctor-patient relationship) ลดการฟ้องร้อง และทำให้คนไข้สามารถดูแลตัวเองได้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนซึ่งจะลดจำนวนคนป่วยหนักในอนาคต...หรือเน้นคุมค่าใช้จ่ายโดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงในโรงพยาบาลของรัฐโดยเฉพาะในต่างจังหวัด และทำให้เกิดการ บริการแบบต่ำกว่ามาตรฐาน (sub– standard) โดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และตามมาด้วยการฟ้องร้องของคนไข้?

ตัวปัญหา สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายประเทศในส่วนสาธารณสุข โดยที่ประเทศไทยงบน้อยอยู่แล้ว และมีส่วนที่ยังขาดเงินอีกมหาศาล สปสช.ควรจะช่วยหาเงินเข้าโรงพยาบาล ไม่ใช่ลดค่าใช้จ่าย เพราะแค่นี้ก็ขาดแคลนอยู่แล้ว

เมื่อคนไม่สามารถมีชีวิตที่แข็งแรงก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและกระทบต่อเศรษฐกิจ นอกจากนั้นคนไข้และญาติเข้าถึงข้อมูล และการรักษาใหม่ หรือการตรวจและรักษาแบบสมบูรณ์แบบตามมาตรฐานของต่างประเทศ (gold standard) ซึ่งแน่นอนจะทำให้ค่าหัวเพิ่มขึ้นปีต่อปีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และสิ่งที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้รับไปคือก้อนหินไม่ใช่ดอกไม้


PDF Download

 

 

 

 

 

ไทยเข้ม 3 มาตรการติดตามสถานการณ์เชื้ออีโบลา Print
User Rating: / 0
News - News
อาทิตย์, 21 กรกฎาคม 2019

Workpoint Newsรายงานวันนี้19 กรกฎาคม2562

 

กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุขติดตามสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาในต่างประเทศเตรียมพร้อมทั้งการเฝ้าระวังและป้องกันโรคเน้นดำเนินมาตรการหลักอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องหลังWHO ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ 

วันที่18 ..2562 จากกรณีที่องค์การอนามัยโลก(WHO) ประกาศให้การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศหลังพบการระบาดในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ภายหลังจากที่ผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยโลกและองค์การสหประชาชาติได้เข้าไปให้การช่วยเหลือในการป้องกันและควบคุมโรคแต่การระบาดยังคงมีอย่างต่อเนื่องตลอดจนพบการระบาดในพื้นที่ใหม่จึงออกประกาศดังกล่าวเพื่อระดมความช่วยเหลือจากนานาประเทศ

นพ.สุวรรณชัยวัฒนายิ่งเจริญชัยอธิบดีกรมควบคุมโรคเปิดเผยว่า ตาม...โรคติดต่อ..2558 กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศกำหนดให้โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาเป็นโรคติดต่ออันตรายที่จะต้องเฝ้าระวังและดำเนินการอย่างเข้มข้นโดยกรมควบคุมโรคได้ติดตามสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาในต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่มีรายงานผู้ป่วยในช่วงเดือนสิงหาคม..2561 ที่ผ่านมาและได้เตรียมพร้อมทั้งการเฝ้าระวังและป้องกันโรคอย่างต่อเนื่องซึ่งขณะนี้ในประเทศไทยไม่มีรายงานผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาแต่อย่างใด

กระทรวงสาธารณสุขจัดระบบเฝ้าระวังและป้องกันโรคด้วยมาตรการหลักซึ่งดำเนินการมาอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องดังนี้
1.
ติดตามสถานการณ์ความคืบหน้าจากองค์การอนามัยโลกเฝ้าระวังผู้ป่วยโดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือคนไทยที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคทั้งในด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศในโรงพยาบาลภาครัฐและภาคเอกชนและในชุมชนคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาดของโรคทั้งที่ด่านควบคุมโรคที่สนามบินด่านทางน้ำและด่านพรมแดนทางบก
2.
เตรียมความพร้อมในการตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการซึ่งไทยได้รับความร่วมมือจากสหรัฐฯในการตรวจวิเคราะห์เชื้อไวรัสชนิดนี้
3.
มาตรการดูแลรักษาหากมีผู้ป่วยที่มีอาการในข่ายสงสัยโดยใช้มาตรฐานเดียวกับการดูแลผู้ป่วยโรคติดต่อที่มีอันตรายเช่นไข้หวัดนกโรคซาร์สซึ่งโรงพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศมีความพร้อมอยู่แล้ว

ทั้งนี้องค์การอนามัยโลกไม่แนะนำให้จำกัดการเดินทางหรือการค้าระหว่างประเทศสำหรับผู้ที่จะเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดของโรคนี้ซึ่งองค์การอนามัยโลกประเมินว่านักเดินทางระหว่างประเทศยังมีความเสี่ยงในระดับที่ต่ำมากเนื่องจากผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่มีการติดเชื้อโดยตรงจากการสัมผัสกับของเหลวในร่างกายหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงพยาบาลจากการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์(เข็มและหลอดฉีดยาที่ปนเปื้อนเชื้อรวมถึงไม่มีการป้องกันเมื่อมีการสัมผัสกับสารคัดหลั่งที่ติดเชื้อ

คำแนะนำสำหรับผู้ที่จะเดินทางจากประเทศไทยไปยังประเทศที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา
1.
หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่าทั้งที่ป่วยหรือไม่ป่วย
2.
หลีกเลี่ยงการรับประทานสัตว์ป่าที่ป่วยตายโดยไม่ทราบสาเหตุโดยเฉพาะสัตว์จำพวกลิงหรือค้างคาวหรืออาหารเมนูพิสดารที่ใช้สัตว์ป่าหรือสัตว์แปลกๆมาประกอบอาหาร
3.
การหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารคัดหลั่งเช่นเลือดจากผู้ป่วยสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วยที่อาจปนเปื้อนกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วยหรือศพ
4.
หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วยหากมีความจำเป็นให้สวมอุปกรณ์ป้องกันร่างกายและล้างมือบ่อยๆ
5.
หากมีอาการเริ่มป่วยเช่นมีไข้สูงอ่อนเพลียปวดศีรษะปวดกล้ามเนื้อเจ็บคออาเจียนท้องเสียภายหลังกลับจากประเทศที่มีการระบาดให้รีบพบแพทย์ทันที

ประกาศภาวะฉุกเฉินโลก อีโบลา ระบาดรอบใหม่ คร่า 1,600 ชีวิตในคองโก Print
User Rating: / 0
News - News
ศุกร์, 19 กรกฎาคม 2019

กระปุกรายงานวันที่18 กรกฎาคม2562

 

 WHO ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วโลกหลังอีโบลาเริ่มระบาดในคองโกแอฟริกากลางแม้ยังไม่ถึงขั้นให้ปิดกั้นการเดินทางและการค้าแต่ถึงเวลาที่โลกควรตื่นตัว

 วันที่18 กรกฎาคม2562 สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่าองค์การอนามัยโลก(WHO) ได้ประกาศให้วิกฤตการณ์อีโบลาซึ่งแพร่ระบาดในสาธารณรัฐคองโกจัดเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ(PHEIC) ซึ่งเป็นระดับการแจ้งเตือนสูงสุดที่WHO สามารถทำได้และที่ผ่านมาเคยมีการประกาศภาวะดังกล่าวเพียงครั้งเท่านั้น

           
การประกาศเตือนดังกล่าวมีขึ้นภายหลังจากเชื้ออีโบลาคร่าชีวิตประชาชนในคองโกไปกว่า1,600 ชีวิตและล่าสุดพบว่าเชื้อได้เริ่มแพร่กระจายเข้าสู่เมืองโกมา(Goma) เมืองใหญ่ที่สุดของคองโกซึ่งมีประชากรมากกว่าล้านคนอีกทั้งยังเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญสำหรับผู้ที่จะเดินทางขึ้นไปยังพื้นที่ตอนเหนือของประเทศรวมถึงมีท่าอากาศยานนานาชาติตั้งอยู่ในเมืองดังกล่าว

            เว็บไซต์อินดิเพนเดนท์ 
เผยว่าสำหรับการแพร่ระบาดของอีโบลาสู่เมืองโกมาได้รับการตรวจพบหลังการเสียชีวิตของผู้ป่วยรายหนึ่งที่ใช้ชื่อปลอมปิดบังตัวตนและเดินทางเข้าเมืองโดยรถบัสขณะนี้่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อติดตามตัวบุคคลใดก็ตามที่เคยติดต่อกับผู้ป่วยที่เสียชีวิตรวมถึงคนอีกหลายสิบคนซึ่งเดินทางมาโดยรถบัสคันเดียวกัน

           
ด้านนายทีโดรสอัดฮานอมกีบรีเยซุสผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกได้กล่าวระหว่างการแถลงข่าวในกรุงเจนีวาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา(17 กรกฎาคมระบุว่าถึงเวลาแล้วที่โลกจะได้รับการแจ้งเรื่องดังกล่าวอย่างไรก็ตามเขายอมรับคำแนะนำว่ายังไม่ควรจำกัดเรื่องการเดินทางหรือการค้ารวมถึงยังไม่ต้องตั้งด่านคัดกรองโรคที่ท่าเรือหรือท่าอากาศยานในขณะนี้นอกเหนือจากพื้นที่เสี่ยง

ขายอมรับว่าการแพร่ระบาดของเชื้ออีโบลาเข้ามาสู่เมืองโกมานับเป็นจุดเปลี่ยนเกมที่สำคัญจึงถึงเวลาที่โลกควรจะต้องได้รับรู้และทางองค์การอนามัยโลกเองก็ต้องเพิ่มความพยายามขึ้นอีกเป็นเท่าตัวในการทำงานร่วมกับคองโกเพื่อยุติการแพร่ระบาดของโลกและสร้างระบบสาธารณสุขที่ดียิ่งขึ้น

         
ทั้งนี้สำหรับการประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศระดับการเตือนภัยสูงสุดของWHO เคยมีการประกาศใช้มาแล้วในการแพร่ระบาดของเชื้ออีโบลาในพื้นที่แอฟริกาตะวันตกเมื่อปี2557-2558ซึ่งในครั้งนั้นคร่าชีวิตประชาชนไปกว่า11,000 คน

          
อนึ่งสำหรับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้ออีโบลานั้นยังเป็นวัคซีนที่ไม่มีใช้ในคนทั่วไปแต่จะมีการให้วัคซีนในกลุ่มผู้ที่เคยติดต่อกับผู้ป่วยโดยตรงหรือคนที่กำลังจะติดต่อกับผู้ป่วยเท่านั้นวัคซีนดังกล่าวได้รับการพัฒนาขึ้นระหว่างการแพร่ระบาดของโรคในแอฟริกาตะวันออกและได้ถูกนำมาใช้ระหว่างการระบาดครั้งล่าสุดพบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพถึง99% และมีคนกว่า161,000คนแล้วที่เคยได้รับวัคซีนดังกล่าว

 

รพ.เชียงคาน ปิ๊งไอเดีย กางมุ้งผู้ป่วยไข้เลือดออก ตามสีของอาการ Print
User Rating: / 0
News - News
พฤหัสบดี, 01 กันยายน 2016

Workpoint News  รายงานวันที่18 กรกฎาคม 2562

 

รพ.เชียงคานใช้สีของมุ้งเป็นการคัดเเยกผู้ป่วยไข้เลือดออกตามอาการเพื่อให้จนท.พยาบาลเเละแพทย์สามารถดูเเลได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเเบ่งออกเป็น3สีสีขาว  ระยะเริ่มต้นสีชมพูระยะใกล้วิกฤตเเละสีเขียวระยะวิกฤต   

เมื่อเวลา12.00วันที่18.62ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่าที่หอผู้ป่วยรพ.เชียงคาน.เลยได้มีคนไข้เลือดออกมารักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นจำนวนมากผอ.รพ.ปิ๊งไอเดียจัดกางมุ้งเตียงคนไข้ตามสีอาการหนักเบาของโรคไข้เลือดออกจนญาติคนไข้ชื่นชมที่ดูแลป้องกันผู้ป่วยเป็นอย่างดีและเป็นโรงพยาบาลนำร่องของจังหวัดเลย

 

ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังแพทย์หญิงระพีพรรณจันทร์อ้วนผอ.รพ.เชียงคานเปิดเผยว่าการกางมุ้งคือหลักการการป้องกันมียุงไปกัดคนที่ป่วยแล้วมีเชื้อไข้เลือดออกแล้วแพร่เชื้อต่อโดยหมู่แต่ละสีมีความแตกต่างกันระยะไข้เลือดออกเปลี่ยนเป็น3ระยะ

 

changrai.jpg

 

ระยะที่1ระยะไข้จะใช้มุ้งสีขาว

 

ระยะที่2ใกล้วิกฤตมีอาการแย่ลงเราต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิดจึงใช้มุ้งสีชมพูจนท.พยาบาลก็จะเข้าไปดูแลบ่อยขึ้นวัดความดันวัดชีพจร

 

ระยะที่3อยู่ในระยะวิกฤตแล้วจะใช้มุ้งสีเขียว

 

ในปัจจุบันนี้จะมีแต่ประเทศเพื่อนบ้านสปป.ลาวมารักษาที่นี่ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันมีคนลาวที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกมารักษาจำนวน14 ราย  ส่วนสัปดาห์ที่ผ่านมามี21รายรวมปัจจุบันในอำเภอเชียงคานมีการป่วยเป็นไข้เลือดออกจำนวน21 รายคิดเป็นอัตราป่วย34 ต่อประชากรแสนรายรวมทั้งปีอยูที่28 รายคิดเป็นอัตราป่วย45 รายต่อประชากรแสนรายถ้าในระดับประเทศจะอยู่ที่69 รายต่อประชากรแสนราย

Last Updated ( อาทิตย์, 21 กรกฎาคม 2019 )
รู้จัก “โรคลายม์” ติดต่อผ่าน “เห็บ” จากสัตว์สู่คน หลังพบป่วยรายแรกความจำเสื่อม Print
User Rating: / 0
News - News
พุธ, 16 ตุลาคม 2013

WorkpointNews รายงานวันที่16กรกฎาคม2562

 

กรณีแพทย์ไทยได้ประกาศเตือนระวังโรคลายม์” ภาวะสมองอักเสบความจำเสื่อมหลังพบผู้ป่วยรายแรกในประเทศไทยเป็นหญิงวัย47 ปีติดเชื้อหลังจากกลับมาจากท่องเที่ยวที่ประเทศตุรกีใช้เวลารักษากว่าเดือนจนหายแต่ทำให้เกิดผลกระทบความทรงจำขาดหายไปบางส่วนนั้น

ข้อมูลจาก หน่วยปฏิบัติการวิจัยโรคอุบัติใหม่และซ้ำในสัตว์ คณะสัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์ ระบุว่าโรคลายม์(Lyme disease) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียBorrelia spp. ติดต่อโดยการแพร่เชื้อผ่านเห็บอาการของโรคแตกต่างกันไปส่วนใหญ่จะมีผื่นขึ้นบนผิวหนังและปวดตามข้อหรือข้ออักเสบโรคนี้พบได้ทั่วโลก

สัตว์ชนิดใดเป็นโรคลายม์ได้บ้าง

สัตว์ที่สามารถเป็นโรคลายม์ได้ได้แก่สุนัขม้าและโคสามารถเป็นโรคลายม์ได้นอกจากนี้กวางหางขาวหนูไมซ์สัตว์จำพวกกระรอกเทาและแรคคูนสามารถเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน

 

สัตว์ติดโรคลายม์ได้อย่างไร

โดยสัตว์ติดโรคลายม์ได้โดยการถูกเห็บที่มีเชื้อกัดสัตว์ป่าโดยเฉพาะสัตว์ฟันแทะขนาดเล็กและกวางสามารถเป็นพาหะของเชื้อตามธรรมชาติได้เห็บได้รับเชื้อจาการดูดเลือดสัตว์ป่าที่มีเชื้อและสามารถแพร่ไปยังสัตว์อื่นหรือคนได้เมื่อถูกเห็บกัด


lyme disease.png

 

โรคลายม์มีผลต่อสัตว์อย่างไร

สัตว์ป่าที่ติดเชื้อโรคลายม์มักไม่แสดงอาการป่วยสุนัขอาจใช้เวลาถึง2-5 เดือนจึงแสดงอาการป่วยอาจพบอาการขากะเผลกข้ออักเสบโดยเป็นมากที่สุดที่ข้อศอกและข้อเข่าอาการกะเผลกอาจเป็นสลับกันจากขาหนึ่งไปอีกขาหนึ่งอาจพบไข้สูงส่วนใหญ่โรคจะหายไปเองแต่ในบางรายอาจป่วยเป็นระยะเวลานานและอาจพบปัญหาที่ไตและหัวใจซึ่งอาจทำให้ตายได้ในม้าและโคมักไม่แสดงอาการของโรคให้เห็นอาจมีอาการขากะเผลกหรือขาแข็ง

 

คนติดโรคลายม์ได้หรือไม่

คนติดโรคนี้ได้จากการถูกเห็บที่มีเชื้อกัดโดยเห็บต้องเกาะอยู่อย่างน้อย24 ชั่วโมงจึงจะสามารถแพร่เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้เห็บในระยะตัวอ่อน(nymph) เป็นตัวแพร่โรคที่สำคัญที่สุด

โรคลายม์ที่พบในคนอาจไม่แสดงอาการป่วยเลยหรืออาจทำให้เกิดอาการรุนแรงมากได้โดยอาจเริ่มแสดงอาการ1-2 สัปดาห์หลังจากถูกเห็บกัดโดยเริ่มจากเป็นรอยบวมแดงบริเวณที่ถูกเห็บกัดแล้วกลายเป็นผื่นวงกลมคล้ายเป้ายิงปืนขนาดใหญ่ซึ่งไม่พบในทุกรายที่ติดเชื้ออาการอื่นๆได้แก่มีไข้ปวดตามตัวคอแข็งและปวดหัว

อาการในระยะที่สองของโรคเกิดขึ้นเมื่อผ่านไปหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนต่อมาโดยจะพบว่ามีอาการปวดตามข้อมากกว่าหนึ่งข้อโดยพบมากที่สุดที่ข้อเข่าเกิดการปวดและหายสลับกันไปเป็นระยะๆและอาจพบข้อบวมซึ่งอาการนี้อาจเป็นอยู่นานเป็นปีในระยะนี้อาจพบเห็นผื่นรูปกลมคล้ายเป้ายิงปืนจำนวนมากขึ้นและในบางรายพบว่ามีการแพร่ของแบคทีเรียไปสู่หัวใจหรือสมองด้วย

 

ควรติดต่อใครเมื่อสงสัยว่าเกิดโรคลายม์

กรณีสัตว์แจ้งสัตวแพทย์

กรณีคนพบแพทย์

 

จะป้องกันสัตว์จากโรคลายม์ได้อย่างไร

ใช้สารกำจัดและป้องกันเห็บดูแลสัตว์ให้อยู่ห่างจากเขตป่าและสัตว์ป่าควรตรวจหาและกำจัดเห็บทันทีที่พบควรใส่ถุงมือป้องกันตนเองเมื่อทำการกำจัดเห็บ

 

จะป้องกันตัวจากโรคลายม์ได้อย่างไร

ควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีเห็บอาศัยอยู่เช่นกองใบไม้บริเวณป่าพุ่มไม้ถ้าต้องทำงานในบริเวณดังกล่าวควรใส่เสื้อแขนยาวกางเกงขายาวรองเท้าที่ปิดนิ้วเท้าเสื้อที่มีสีสว่างจะช่วยให้มองเห็นเห็บได้ง่ายควรตรวจร่างกายเพื่อหาเห็บบ่อยๆและกำจัดเห็บทันทีที่พบควรใส่ถุงมือเมื่อกำจัดเห็บและล้างมือหลังจากเสร็จทุกครั้ง

 

Last Updated ( อาทิตย์, 21 กรกฎาคม 2019 )
กลไกการติดต่อและแพร่กระจายของสารสมองเสื่อม Print
User Rating: / 0
Articles - Articles
อาทิตย์, 10 กรกฎาคม 2016

ไทยรัฐ รายงานวันที่ 7 .. 2562 05:01

 

https://www.thairath.co.th/news/local/1608543 


ยังอยู่ในโรคอัลไซเมอร์ ต่อจากบทความเสี่ยงนะถ้ามีบรรพบุรุษเป็นอัลไซเมอร์มาดูการเดินทางและการแพร่กระจายของสารสมองเสื่อมซินนิวคลิน (α-Synuclein) เทา (Tau) และอมีลอยด์ (amyloid) ซึ่งเกี่ยวกับพาร์กินสันและอัลไซเมอร์ตามลำดับ


รียบเรียงดัดแปลงจากบทความ “Spreading of α–Synuclein and Tau : A Systematic Comparison of the Mechanisms Involved” ตีพิมพ์ใน Frontiers in Molecular Neuro-science ปี 2019

ที่เอาสองโรคนี้มารวมกันถึงแม้อาการจะต่างกัน เนื่องจากทั้งคู่เป็นโรคที่มาตามอายุ กลไกการเกิดโรคมีต้นตอคล้ายกันเพราะสารสมองเสื่อมที่เกาะอยู่ก็เป็นสารที่เกิดจากการม้วนตัวผิดปกติเหมือนกัน ถึงโรคอัลไซเมอร์จะมีเทาเป็นตัวหลักและพาร์กินสันจะมีซินนิวคลินก็เถอะ แต่ทั้งคู่ร่างกายล้วนไม่สามารถกำจัดออกไปได้

นอกจากจะเกาะในเซลล์สมองได้ ยังสามารถไปทำให้โปรตีนที่ปกติ เกิดม้วนตัวผิดปกติได้ เป็นตัวผิดๆ จนสุดท้ายโปรตีนก็ผิดปกติไปทั่วสมอง ผ่านทางเส้นประสาทอีกด้วย การที่โปรตีนทั้งสองกระจายตัวไปตามสมองที่ตำแหน่งต่างกันน่าจะเป็นเพราะรูปทรงหรือการเกาะตัวของมันกับเซลล์รอบข้าง

และปัจจุบันถือว่าเป็นคุณสมบัติที่เหมือน กับโปรตีนพรีออน (prion–like properties) ที่ก่อโรค Creutzfeldt– Jakob disease (CJD)


การกระจายตัวที่ไปกันคนละทางจะส่งผลกระทบออกมาทางอาการของโรคที่แตกต่างกันตั้งแต่เริ่มจนขั้นรุนแรง เช่นในพาร์กินสัน นักวิจัยหลายคนคิดว่าโปรตีนซินนิวคลินผิดปกตินั้นเริ่มจากแถวประสาทรับกลิ่นใต้สมองด้านหน้า (olfactory bulb) จึงทำให้การรับกลิ่นมีปัญหานำมาก่อน ในขั้นที่สองไปยังแถวก้านสมอง จากนั้นไปถึงสมองส่วนกลางที่คุมและจัดการการเคลื่อนไหว (subs-tantia nigra pars compacta) ซึ่งออกมาเป็นอาการแข็งเกร็งและสั่นเวลาอยู่นิ่ง สุดท้ายก็แพร่กระจายไปยังสมองด้านนอก (cortex) แต่ก่อนจะเริ่มที่ประสาทรับกลิ่นใต้สมองด้านหน้า มีข้อสงสัยว่าอยู่ดีๆโปรตีนซินนิวคลินผิดปกติมาจากไหน ส่วนหนึ่งเกิดจากยีนที่ผิดปกติแต่กำเนิด


PDF Download

 

 

 

 

 

Last Updated ( อาทิตย์, 11 สิงหาคม 2019 )
<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 76 - 90 of 5353