Home
Home
Dengue outbreak: Marshall Islands declares State of Health Emergency Print
User Rating: / 0
News - News
จันทร์, 26 กันยายน 2016

By NewsDesk August 12, 2019

 

 

With the reporting of over 100 probable and confirmed dengue fever cases, the Government of the Republic of the Marshall Islands (GRMI) issued a State of Health Emergency due to a dengue fever outbreak on Ebeye island.

According to the declaration, the current circulating strain is dengue type 3, which is different to the previous outbreak in 2011 (a dengue type 4 outbreak when over 1600 cases were reported), which increases the health risks for those who contract the illness a second time.

The Secretary of Health and Human Services, Jack Niedenthal, said the situation is currently contained to Ebeye but days of heavy rain has the rest of the nation on high alert.

Ebeye is conducting an island-wide clean-up of potential mosquito breeding areas.  In addition, GRMI issued a travel advisory, effective immediately, that restricts travel from Ebeye to outer atolls and islands that are not equipped to manage severe dengue cases.

Both mosquito vectors, Aedes aegypti and Aedes albopictus are abundant in the Marshall Islands.

Last Updated ( อังคาร, 13 สิงหาคม 2019 )
Malaysia: Another rabies death in Sarawak Print
User Rating: / 0
News - News
เสาร์, 10 สิงหาคม 2019

Outbreak News reported on 10 Aug 2019

 

The Ministry of Health Malaysia (MOH) is reporting an additional human rabies case in a 46-year-old man from Kota Padawan, Kuching, Sarawak. The patient passed away on Aug. 7.

http://outbreaknewstoday.com/wp-content/uploads/2019/08/puppy-1118584_640-300x200.jpg

Image by Ilona Krijgsman from Pixabay

 

Rabies was diagnosed through a laboratory test conducted by the Institute for Medical Research (IMR) on August 9.

With this confirmation, rabies confirmed cases among people in Sarawak since the declaration of the outbreak on July 1, 2017 were 20 cases; including 19 deaths. Of these 20, four cases occur in 2019.

Vietnam and Malaysia see increasing dengue cases

The man was believed to have been bitten by a puppy given by a friend from Kuching at the back of his right hand on June 15. In addition, his eight-year-old daughter was also bitten by the same dog on the same day.

Stop Snoring Now!

Health officials report the man and his daughter had cleansed their wounds under running water for 15 minutes. He brought his daughter to receive medical care but did not disclose that he laso was bitten by the dog, this did not receive rabies post-exposure prophylaxis.

 

 

น้ำนมแม่’ ยาคุ้มกันสารพัดโรคในทารกและเด็กป่วย Print
User Rating: / 0
News - News
ศุกร์, 09 สิงหาคม 2019

Workpoint News รายงานวันที่ สิงหาคม 2562

 

สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีกรมการแพทย์แนะน้ำนมแม่คือวัคซีนหยดแรกช่วยปกป้องลูกจากการติดเชื้อและโรคภัยต่างๆพร้อมเผยบันได10 ขั้นในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในเด็กทารกและเด็กป่วย

 

น้ำนมแม่เป็นยาที่คุ้มกันสารพัดโรคมีผลต่อพัฒนาการของสมองลดการติดเชื้อในเด็กป่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากอุจจาระร่วงลดโอกาสการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนล่างและลดความรุนแรงของอาการป่วยด้วยโรคหลอดลมฝอยอักเสบที่เกิดจากไวรัสRSV จึงควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อยเดือนและหลังเดือนให้กินนมแม่ควบคู่กับอาหารตามวัยจนอายุครบปี

 

เด็กทารกและเด็กแรกเกิดที่จำเป็นต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลมีโอกาสถูกแยกแม่-ลูกหรือถูกสั่งให้งดนมแม่ด้วยเหตุผลต่างๆทำให้ขาดโอกาสที่จะได้รับน้ำนมแม่ซึ่งเป็นอาหารที่มีคุณค่าและมีความสำคัญที่สุดในชีวิตจึงควรสนับสนุนและหาวิธีที่จะช่วยให้แม่ได้มีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูและรักษาลูกร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ด้วยน้ำนมเมื่อเด็กทารกหรือเด็กป่วยแม่จะต้องปรับตัวและเรียนรู้ไปพร้อมๆกับลูกตั้งแต่เด็กเข้ารักษาที่โรงพยาบาลจนแข็งแรงกลับบ้านได้และแม่ต้องมีความพร้อมเมื่อออกไปดูแลลูกด้วยตนเองที่บ้านช่วงเวลาที่แม่อยู่กับลูกที่โรงพยาบาลจึงเป็นเวลาที่มีคุณค่ามากควรเปิดโอกาสให้อยู่กับลูกได้อย่างสะดวกและจัดกิจกรรมให้ได้มีโอกาสสัมผัสตัวลูกอย่างใกล้ชิด

 

นายแพทย์อดิศัยภัตตาตั้งผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีเปิดเผยว่าสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีตระหนักถึงความสำคัญของการให้นมแม่ทั้งเด็กป่วยและเด็กปกติจึงได้จัดตั้งคลินิกนมแม่เพื่อส่งเสริมให้ทารกแรกเกิดป่วยได้กินนมแม่อย่างต่อเนื่องให้แม่อยู่กับลูกตลอด24 ชั่วโมงฝึกความพร้อมก่อนกลับบ้านบริการให้คำปรึกษาเรื่องการให้นมบุตร

บันได10 ขั้นสำหรับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในเด็กป่วยดังนี้

บันไดขั้นที่การให้ข้อมูลนมแม่ในเด็กป่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับนมแม่กับบิดามารดาและครอบครัวของทารกตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์ว่านมแม่มีประโยชน์อย่างไรและมีความจำเป็นมากสำหรับทารกและเด็กป่วยเน้นถึงคุณค่าของนมแม่ในแง่ของการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยและทารกป่วยบันไดขั้นที่การกระตุ้นการหลั่งน้ำนมให้มาเร็วและต่อเนื่องแม่ต้องบีบน้ำนมทุก2-3 ชมจำนวนครั้งต่อวันเพื่อกระตุ้นการสร้างน้ำนมอย่างเต็มที่บันไดขั้นที่การเก็บรักษาน้ำนมบันไดขั้นที่การเคลือบช่องปากด้วยน้ำนมแม่การนำนมแม่เคลือบช่องปากลูกทุกๆชม.บันไดขั้นที่ให้แม่โอบกอดลูกเนื้อแนบเนื้อเสริมสร้างความรักความผูกพันของแม่ลูกกระตุ้นการสร้างน้ำนมกระตุ้นให้น้ำนมมาเร็วทำให้ลูกได้รับหัวน้ำนมแม่เร็วขึ้นลูกดูดนมแม่ได้เร็วขึ้นสร้างความมั่นใจในการดูแลลูกเพิ่มภูมิคุ้มกันผ่านทางน้ำนมแม่บันไดขั้นที่การดูดเต้าเปล่าเป็นการเตรียมพร้อมการดูดนมจากเต้าเปล่าโดยการบีบน้ำนมออก15 นาทีก่อนให้ลูกดูดนมแม่จากเต้าโดยตรงเริ่มฝึกให้ลูกดูดนมจากเต้าบันไดขั้นที่การเปลี่ยนผ่านสู่การดูดนมจากเต้าควรให้ทารกได้เรียนรู้การดูดนมแม่บันไดขั้นที่การวัดปริมาณน้ำนมที่ทารกได้รับจะช่วยยืนยันว่าทารกได้รับน้ำนมพอหรือไม่บันไดขั้นที่การเตรียมความพร้อมและสร้างความมั่นใจก่อนกลับบ้านได้เรียนรู้กับเหตุการณ์จริงที่จะเกิดขึ้นช่วยสร้างความมั่นใจให้แม่ที่จะกลับไปเลี้ยงลูกที่บ้านบันไดขั้นที่10 มีระบบติดตามดูแลแม่หลังจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลติดตามภายหลังนำลูกกลับบ้านเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือให้สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้อย่างต่อเนื่อง

 

เปิดข้อมูลบัตรทองปี 62 พบผู้ป่วยพิษสารเคมีกว่า 3 พันราย Print
User Rating: / 0
News - News
อาทิตย์, 04 สิงหาคม 2019

Workpoint News รายงานสิงหาคม2562

 

 

สปสช.เปิดข้อมูลผู้ป่วยบัตรทองปีงบประมาณ62ล่าสุด10เดือนมีรายงานผู้ป่วยจากพิษสารเคมีปราบศัตรูพืชเข้ารักษา3,067รายเสียชีวิต407รายเบิกจ่ายค่ารักษากว่า14.64ล้านบาทขณะที่ข้อมูล3ปีย้อนหลังเฉลี่ยผู้ป่วยจากพิษสารเคมีสูงถึงปีละกว่า4พันรายระบุต้องหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาเพื่อลดความสูญเสีย     

 

 

ทพ.อรรถพรลิ้มปัญญาเลิศรองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) กล่าวว่าจากข้อมูลการเข้ารับบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” หรือกองทุนบัตรทอง” ในช่วง10เดือนของปีงบประมาณ2562 (ข้อมูล1.61 – 17.62) ได้รายงานผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาโดยมีสาเหตุจากการได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจำนวน3,067รายเสียชีวิต407รายเบิกจ่ายค่ารักษากว่า14.64ล้านบาทจากข้อมูลนี้แยกผู้ป่วยตามประเภทของสารเคมีที่ได้รับดังนี้

 

1. ยาฆ่าแมลงกลุ่มออร์แกโนฟอสเฟตและคาร์บาเมต(organophosphate and carbamates insecticides) จำนวน705รายเสียชีวิต58รายเบิกจ่ายค่ารักษา4.27ล้านบาท  

 

2. ยาฆ่าหญ้าและยาฆ่าเชื้อรา(Herbicides and fungicides) จำนวน1,337รายเสียชีวิต336รายเบิกจ่ายค่ารักษา6.79ล้านบาท

 

3. สารเคมีทางการเกษตรประเภทอื่นๆจำนวน1,025รายเสียชีวิต13รายเบิกจ่ายค่ารักษา3.57ล้านบาท

 

 

ทั้งนี้เมื่อดูข้อมูลโดยแยกรายเขตบริการ13เขตพบว่าเขตเชียงใหม่มีผู้ป่วยเข้ารับบริการมากที่สุดจำนวน506รายรองลงมาเขตราชบุรีจำนวน390รายเขตนครสวรรค์จำนวน340รายและนครราชสีมาจำนวน338รายเป็นต้น

 

ทพ.อรรถพรกล่าวว่าข้อมูลผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในแต่ละปีจะเห็นได้ว่ามีประชาชนจำนวนมากที่เข้ารับการรักษาโดยมีสาเหตุจากการได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชโดยปี2559มีผู้ป่วยจำนวน4,876รายเสียชีวิต606รายเบิกจ่ายค่ารักษา22.19ล้านบาทปี2560มีผู้ป่วย4,916รายเสียชีวิต579รายเบิกจ่ายค่ารักษา21.85ล้านบาทและในปี2561มีผู้ป่วย4,736รายเสียชีวิต601รายเบิกจ่ายค่ารักษา21.78ล้านบาทซึ่งหากรวมจำนวนผู้เสียชีวิตที่มีสาเหตุจากการได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในช่วง4ปีตั้งแต่ปี2559-2562มีจำนวนถึง2,193รายรวมถึงงบประมาณค่ารักษาพยาบาลกว่า20ล้านบาทต่อปีไม่รวมผู้ป่วยในสิทธิรักษาพยาบาลอื่นๆสะท้อนให้เห็นผลกระทบของการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชที่เกิดขึ้นโดยถือเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์

 

นอกจากนี้ยังมีความสูญเสียจากการเสียโอกาสการทำงานของเกษตรกรที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นกำลังหลักของครอบครัวและผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในอนาคตทั้งนี้สปสช.มีนโยบายสำคัญในการสร้างนำซ่อมขอสนับสนุนภาคีเครือข่ายและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการเดินหน้ามาตรการต่างๆเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาจากพิษสารเคมีอย่างจริงจังเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพของประชาชนอันมีผลต่อสุขภาวะคนไทยที่ยั่งยืน

 

รายแรก! ลำปางพบชายป่วยเป็นโรคเนื้อเน่า-แบคทีเรียกินเนื้อคนแล้ว 1 ราย Print
User Rating: / 0
News - News
เสาร์, 27 กรกฎาคม 2019

Workpoint News รายงานวันที่ 27 กรกฎาคม 2562

 

พบชายวัย50 ป่วยเป็นโรคเนื้อเน่าหรือแบคทีเรียกินเนื้อคนรายแรกในจ.ลำปางหลังผู้ป่วยไปตักมูลวัวและกลายเป็นตุ่มใสขึ้นที่เท้าจึงใช้เข็มแทงจนเกิดการอักเสบอย่างรุนแรง

วันที่27 .. 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพบชาวบ้านป่วยโรคเนื้อเน่าหรือแบคทีเรียกินเนื้อคนรายแรกในจ.ลำปางแล้วรายเป็นชายอายุ50 ปีชาวบ้านบ้านต้นมื่นต.บ้านโป่งอ.งาวจ.ลำปาง

นายนิพนธ์นันทะสีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปางเขตอ.งาวเขตทราบข่าวว่ามีผู้ป่วยในอ.งาวและพบว่าเป็นคนรู้จักกัน  จึงได้เดินทางไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลลำปาง

 

โดยทราบว่าชาวบ้านรายนี้มีอาชีพขายไข่ตามตลาดสดแต่จากการสอบถามอาการเริ่มต้นทราบว่าได้ไปตักมูลวัวใส่กระสอบหลังจากนั้นก็เกิดคันบริเวณเท้าและเกิดบวมแดงมีตุ่มใสขึ้นมาด้วยความไม่รู้จึงใช้มือเกาและใช้เข็มที่ไม่สะอาดแทงตุ่มใสเพื่อให้แตกก่อนที่จะเกิดแผลอักเสบจนเกิดการติดเชื้อรุนแรงและเกิดเนื้อเน่าลามในที่สุดจึงตัดสินใจเดินทางไปรักษาที่โรงพยาบาลงาวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก่อนที่จะถูกส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลลำปางและได้รับการผ่าตัดด้วยการเปิดบาดแผลตั้งแต่บริเวณข้างเท้าซ้ายยาวมาจนถึงข้อเท้าด้านบนความยาวประมาณ20 เซนติเมตรโดยแพทย์ได้ตัดเนื้อที่เน่าออกแล้วทำความสะอาดเพื่อควบคุมการติดเชื้อซึ่งผู้ป่วยรายนี้อยู่ในความดูเเลของแพทย์อย่างใกล้ชิดมานานกว่า10 วัน

อย่างไรก็ตามคาดว่าชาวบ้านรายนี้จะได้รับเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายบริเวณแผลที่มีรอยถลอกบนผิวหนังขณะที่ไปตักมูลวัวก่อนที่จะเกิดอาการอักเสบจนเกิดบาลแผลลุกลาม   

 

นายนิพนธ์นันทะสีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปางเขตอ.งาวเขตหลังจากได้เข้าเยี่ยมอาการก็ได้โพสต์ภาพและข้อความเพื่อเตือนภัยแก่ประชาชนให้ระวังตัวว่าแวะเยี่ยมและให้กำลังใจพี่หนานหนิดที่ป่วย#โรคเนื้อเน่าที่เท้าหมอบอกถ้ามาช้าอาจได้ตัดขาทิ้งไปข้างตอนนี้ปลอดภัยดีละครับอยู่ระหว่างพักฟื้นรอกลับบ้านฝากเป็นข้อคิดให้พี่น้องชาวบ้านอย่าได้ประมาทครับถ้ามีอาการพุพองหรือมีน้ำหนองติดเชื้อรีบมาหาหมอโดยด่วนนะครับก่อนที่แผลจะลุกลามและสายเกินแก้ครับ

 

 

Last Updated ( จันทร์, 05 สิงหาคม 2019 )
โรคเนื้อเน่า-แบคทีเรียกินเนื้อคนระบาดหนักทั่ว จ.น่าน เสียชีวิตแล้ว 1 ป่วยอีก 26 ราย Print
User Rating: / 0
News - News
อังคาร, 24 กรกฎาคม 2018

Workpoint News รายงานวันที่ 24 กรกฎาคม 2562


โรคเนื้อเน่าระบาดหนักทั่ว .น่าน พบสถานการณ์รุนแรง ล่าสุดเสียชีวิตแล้ว 1 ราย หลังติดเชื้อมีแผลเน่าลุกลามที่เท้า พร้อมกับมีอาการแทรกซ้อนติดเชื้อในกระแสเลือด และความดันต่ำ แพทย์เตือน หากทำนา ทำไร่ หรือจับปลาหนองน้ำ ถ้ามีแผลตามร่างกาย ขอให้รีบขึ้นจากโคลน รีบล้างแผลโดยให้น้ำสะอาด หากมีอาการคัน ผื่นแดง รีบพบแพทย์รักษาทันที


วันที่ 24 .. 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายแพทย์พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน เปิดเผยว่า ขณะนี้โรคเนื้อเน่าหรือแบคทีเรียกินเนื้อคน สถานการณ์แนวโน้มรุนแรงและกำลังระบาดไปทั่วทั้งจังหวัดน่าน จากสถานการณ์ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้แล้ว 1 ราย หลังติดเชื้อมีแผลเน่าลุกลามที่เท้า พบอาการแทรกซ้อนติดเชื้อในกระแสเลือดและความดันต่ำ ส่วนอีก 2 ราย มีอาการหนักแพทย์ต้องย้ายคนไข้เข้ารักษาที่ห้องไอซียู และดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด และยังมีผู้ป่วยถูกส่งตัวเข้ารักษาเพิ่ม 1 ราย จาก .สันติสุข รวมมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาทั้งหมด 26 ราย


โรคดังกล่าวเป็นโรคที่ติดเชื้อจากทางผิวหนัง ลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อจนเป็นแผลพุพองและมีหนอง และลามเข้าไปถึงกล้ามเนื้อใต้ผิวหนัง ซึ่งบางรายต้องผ่าตัดหรือกรีดเนื้อเปิดแผล เพื่อล้างหนอง และเนื้อที่เน่าตายออก แต่หากลุกลามอาจถึงขั้นต้องตัดขาทิ้ง


อย่างไรก็ตามขณะนี้ได้แจ้งประกาศเตือนไปยังทุกอำเภอให้เร่งประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนผู้มีอาชีพทำนา ทำไร่ ทำสวน และออกหาปลาตามหนองน้ำต่างๆ  หากมีประวัติลุยโคลนและมีบาดแผล ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำสะอาด เช็ดให้แห้งและปิดแผล  แล้วรีบมาโรงพยาบาลใกล้บ้านเพื่อให้ตรวจรักษาต่อไป


สำหรับการรักษาแพทย์จำเป็นต้องตัดเนื้อตายออกให้หมด และให้ยาปฎิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อ ซึ่งถ้าเชื้อยังไม่ลุกลามเข้ากระแสเลือด ผลลัพธ์ของการรักษาจะค่อนข้างดี สำหรับผู้ป่วยบางรายที่ไม่ได้ลงนา หรือไม่มีบาดแผลก็อาจจะติดเชื้อดังกล่าวได้ โดยการเกา หรือมีบาดแผลถลอกเล็กน้อยเชื้อสเตรปโตคอคคัส หรือสแตปฟิโลคอคคัสที่อยู่บริเวณผิวหนังอาจจะเข้าไปในแผลแล้วเกิดการติดเชื้อ ถ้าผู้ใดมีผิวหนังบวมแดงอย่างรวดเร็ว แล้วมีตุ่มพุพองที่ผิวหนัง ขอให้รีบมาตรวจรักษาก่อนที่อาการจะลุกลามจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

 


Last Updated ( จันทร์, 05 สิงหาคม 2019 )
แพทย์แนะฉีดวัคซีนป้องกัน ‘โรคงูสวัด’ ในผู้สูงอายุ แพทย์แนะฉีดวัคซีนป้องกัน ‘โรคงูสวัด’ ในผู้สูงอายุ Print
User Rating: / 0
News - News
พุธ, 24 กรกฎาคม 2019

Workpoint News รายงานวันที่ 24 กรกฎาคม 2019


โรคงูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อได้ง่ายเหมือนโรคสุกใส แต่ป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะผู้สูงอายุเพื่อกระตุ้นภูมิต้านทาน

วันที่ 24 ..2562 นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่าในประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยโรคงูสวัดประมาณ 0.26 รายต่อประชากร 1,000 คน ซึ่งในจำนวนนี้พบว่าร้อยละ 53.6 ของผู้ป่วยมีอายุมากกว่า 45 ปี โรคงูสวัดเป็นโรคที่มีการติดต่อทางการหายใจเอาเชื้อไวรัส หรือสัมผัสสะเก็ดน้ำเหลืองที่แผล เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายเหมือนโรคสุกใส แต่ผู้ที่เคยเป็นโรคสุกใสแล้วจะมีภูมิต้านทานต่อโรคงูสวัดเพราะเป็นเชื้อไวรัสตัวเดียวกัน การได้รับเชื้อไวรัสเพิ่มเติมเป็นการกระตุ้นภูมิต้านทานเทียบได้กับการได้รับวัคซีนโรคงูสวัดเป็นโรคที่ป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนสามารถกระตุ้นภูมิต้านทานในผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงอื่น ให้สูงขึ้นเหมือนกับภูมิต้านทานที่สูงขึ้นภายหลังการป่วยเป็นงูสวัด ทั้งนี้ มีการวิจัยประสิทธิภาพของวัคซีนโรคงูสวัดในผู้ที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป พบว่ามีประสิทธิภาพลดการป่วยเป็นงูสวัดร้อยละ 51.3และลดอุบัติการณ์ของอาการปวดหลังจากผื่นงูสวัดหายแล้ว ร้อยละ 66.5


snack.png แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กล่าวเพิ่มเติม โรคงูสวัดเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ถ้าติดเชื้อครั้งแรกจะทำให้เป็นโรคสุกใสส่วนมากเกิดในเด็กหลังจากโรคสุกใส หายแล้วไวรัสจะเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในปมประสาท และภายหลังหากภูมิต้านทานต่อไวรัสลดลง ไวรัสจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวน ทำให้เกิดผื่นเป็นตุ่มน้ำพองตามแนวเส้นประสาทนอกจากนี้ยังพบอาการแทรกซ้อนของงูสวัด คือ ปวดเส้นประสาท ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งก่อนและระหว่างที่ยังมีผื่น หรือหลังจากผื่นหายแล้ว อาการปวดมักรุนแรงและมีหลายลักษณะ เช่น ปวดแสบร้อน ปวดเหมือนเข็มแทง ปวดเหมือนถูกมีดกรีด เป็นต้น โดยระดับความรุนแรงของอาการปวดมีความสัมพันธ์กับอายุของผู้ป่วย คือ ผู้ป่วยยิ่งอายุมากขึ้น โดยเฉพาะอายุมากกว่า 60 ปี ยิ่งเสี่ยงต่อการปวดรุนแรง และอาจมีผลต่อคุณภาพชีวิต สำหรับการรักษาประกอบด้วยยาต้านไวรัสและยาแก้ปวดปลายเส้นประสาท เพื่อป้องกันและลดความทุกข์ทรมานจากโรคงูสวัดนอกเหนือจากการฉีดวัคซีนซึ่งเป็นการป้องกัน


กัญชาไมโครโดส...หลักปฏิบัติที่สำคัญ Print
User Rating: / 0
Articles - Articles
อาทิตย์, 04 กันยายน 2016

ไทยรัฐฉบับพิมพ์21 ก.ค. 2562 07:01 น. https://www.thairath.co.th/news/local/1619063

 

การใช้กัญชาที่ถูกหลักคือการใช้ขนาดน้อยที่สุดหรือที่เรียกว่าไมโครโดส ที่เราเรียกว่าใช้ปลายไม้จิ้มฟันแตะซอกฟัน เวลาเย็นหรือก่อนนอนเป็นการใช้ครั้งแรกและในวันต่อมาค่อยๆเพิ่มปริมาณขึ้นทีละน้อย เช่น ไม้จิ้มฟันหักปลายจุ่มลงในน้ำมันกัญชาปาดส่วนเกินออก แตะที่ซอกฟัน (กรณีที่ไม่มีฟันจะใช้ดูดเอาก็ได้) การเริ่มต้นด้วยการหยดใต้ลิ้น ถ้าหยดถูกวิธีโดยไม่กลืนเป็นเวลาหนึ่งนาทีจะทำให้การดูดซึมค่อนข้างสมบูรณ์และออกฤทธิ์ได้เร็วภายใน 15 ถึง 45 นาทีก็ตาม แต่มักควบคุมขนาดของหยดไม่ได้และกลายเป็นได้ปริมาณมากเกินไปจนเกิดเมา การใช้ไม้จิ้มฟันแม้ว่าปริมาณที่ได้รับอาจไม่แน่นอนเพราะกลายเป็นการกินและการออกฤทธิ์อาจช้า โดยต้องรอถึง 1–4 ชั่วโมงก็ตาม แต่มีความปลอดภัยกว่ามาก และจะทำให้กลไกทั้งหลายที่พูดกันขณะนี้ นุ่มนวลขึ้น ไม่เมา แต่ในขณะเดียวกันอาจยังไม่เห็นผลทันที โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสมองเสื่อม การลดอาการเกร็งและในเรื่องของโรคพาร์กินสัน แม้ในเรื่องการนอน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการปรับขนาดทีละเล็กทีละน้อย โดยอาจจะต้องรอโดยใช้เวลาถึง 10-14 วัน เรื่องที่กัญชาทำให้ความดันต่ำ (ทั้งที่ไม่ต้องเมาก็ได้) เป็นเรื่องจริง โดยที่แม้ใช้ในปริมาณน้อยถูกวิธีและเป็นที่มาที่ต้องมีความระมัดระวังเมื่อใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันอื่น โดยเฉพาะกัญชาที่ใช้นั้นเป็นชนิดที่มีสารออกฤทธิ์แบบไม่เมาเป็นส่วนใหญ่ที่เรียกว่า CBD หรือที่มาจากกัญชงนั่นเอง โดยที่ CBD สามารถเพิ่มขนาดยาหลากหลายได้ตั้งแต่ยาลดความดัน ยาเบาหวาน ยาลดไขมัน ยานอนหลับ ยารักษาโรคจิต ยารักษาโรคซึมเศร้า ยาปฏิชีวนะ ยารักษาโรคเอดส์ ยาแก้แพ้ เป็นต้น จนเมื่อเกิดผลแทรกซ้อนจะอธิบายจากการที่ยาปัจจุบันออกฤทธิ์มากเกินไป

tr_21072019.png

 

 

PDF Download

 

 

 

 

 

Last Updated ( เสาร์, 24 สิงหาคม 2019 )
ระบบสาธารณสุขประเทศไทย อย่างยั่งยืน...ไม่มีทางเป็นไปได้ Print
User Rating: / 0
Articles - Articles
อังคาร, 16 กรกฎาคม 2019

ไทยรัฐฉบับพิมพ์ รายงานวันที่ 14 .. 2562  https://www.thairath.co.th/news/local/1614235


แจงกันตั้งแต่ 2561 จน 2562 ทำไมเราจึงเปลี่ยนแปลงไม่ได้...เรากำลังมีวิสัยทัศน์ (Vision for the future) ผิดหรือเปล่า?...อยากให้ระบบสาธารณสุขไทยเป็นอย่างไร?

มีคุณภาพและให้ความสุขทั้งคนไข้ ทั้งพนักงาน ทั้งนี้ต้องใช้เงินเพิ่มมากเพราะงบสาธารณสุขประเทศเราน้อยมากถ้าเทียบกับสิ่งที่ประชาชนต้องการ...หมอและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องการที่จะมีเวลาในการอธิบายอย่างเพียงพอ ในการสร้างความเข้าใจ ในการป้องกันตนเองก่อนเกิดโรค (primary prevention) และเมื่อเกิดโรคไปแล้ว (secondary prevention) และโรคขณะที่เป็นอยู่

ทั้งนี้เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี ความเข้าใจระหว่างเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและผู้ป่วย (doctor-patient relationship) ลดการฟ้องร้อง และทำให้คนไข้สามารถดูแลตัวเองได้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนซึ่งจะลดจำนวนคนป่วยหนักในอนาคต...หรือเน้นคุมค่าใช้จ่ายโดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงในโรงพยาบาลของรัฐโดยเฉพาะในต่างจังหวัด และทำให้เกิดการ บริการแบบต่ำกว่ามาตรฐาน (sub– standard) โดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และตามมาด้วยการฟ้องร้องของคนไข้?

ตัวปัญหา สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายประเทศในส่วนสาธารณสุข โดยที่ประเทศไทยงบน้อยอยู่แล้ว และมีส่วนที่ยังขาดเงินอีกมหาศาล สปสช.ควรจะช่วยหาเงินเข้าโรงพยาบาล ไม่ใช่ลดค่าใช้จ่าย เพราะแค่นี้ก็ขาดแคลนอยู่แล้ว

เมื่อคนไม่สามารถมีชีวิตที่แข็งแรงก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและกระทบต่อเศรษฐกิจ นอกจากนั้นคนไข้และญาติเข้าถึงข้อมูล และการรักษาใหม่ หรือการตรวจและรักษาแบบสมบูรณ์แบบตามมาตรฐานของต่างประเทศ (gold standard) ซึ่งแน่นอนจะทำให้ค่าหัวเพิ่มขึ้นปีต่อปีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และสิ่งที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้รับไปคือก้อนหินไม่ใช่ดอกไม้


PDF Download

 

 

 

 

 

<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 31 - 45 of 5313