Home
Home
ญี่ปุ่นช่วยเหลือผู้สูงวัยสมองเสื่อมอย่างไร Print
User Rating: / 0
News - News
อังคาร, 05 กรกฎาคม 2016

BBC รายงาน วันที่ 20 พ.ค. 2019 

แต่ละปี มีผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมในญี่ปุ่นสูญหายหลายพันคน ในจำนวนนี้หลายร้อยคนไม่ถูกพบตัวอีกเลย เทคโนโลยีใหม่นี้จะช่วยให้พวกเขาปลอดภัย 

ป้ายติดเสื้อเหล่านี้ มีส่วนช่วย คนสมองเสื่อมที่หลงทางให้กลับบ้านได้อย่างปลอดภัย ญี่ปุ่นมีสัดส่วนประชากรสูงวัยจำนวนมาก มีคนสมองเสื่อมหลายพันคนหลงทางในแต่ละปี ในจำนวนนี้มีหลายร้อยคนที่หาตัวไม่พบอีกเลย

ในเมืองมัตซูโด รัฐบาลท้องถิ่นให้ป้ายที่มีคิวอาร์โค้ดเหล่านี้ แก่ผู้สูงอายุสมองเสื่อม เพื่อให้คนที่พบเห็นคนหลงทางใช้สมาร์ทโฟนอ่านรหัสนี้ และช่วยเหลือพวกเขาได้

แนวคิดนี้มาจาก ฮารูโอะ ฮิดากะ นักประดิษฐ์คนหนึ่ง จาก โตโฮ โฮลดิงส์ 

"หลังจากเห็นยายที่เลี้ยงผมมา ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม มันเป็นเหตุผลส่วนตัว ยายของผมซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว เป็นโรคสมองเสื่อม นั่นคือเหตุผลหลัก ส่วนรองลงมาคือ เมื่อ 4 ปีก่อน มีเรื่องเกิดขึ้นในเขตนากาโนของกรุงโตเกียว เมื่อผู้สูงอายุคนหนึ่งเสียชีวิต โดยไม่มีใครทราบ


คนเสียชีวิตโดยไม่มีใครรู้เป็นอีกปัญหาหนึ่ง ที่พวกเขากำลังรับมือในมัตซูโด 

หน่วยลาดตระเวนเหล่านี้ออกเยือนบ้านเรือนในชุมชนเป็นประจำ พวกเขาสืบค้นสัญญาณต่าง ที่บอกถึงความเป็นความตาย เช่น จดหมาย ที่สะสมอยู่ในกล่องรับจดหมาย

มานามิ โยชิอิ สายตรวจสีส้ม กล่าวว่า "ไม่ควรด่วนสรุป แต่ฉันคิดว่า คุณบอกได้ทันที บ้านอย่างบ้านหลังนี้ ไม่มีคนอยู่ คุณบอกได้ หลังจากมองแค่แว้บเดียว เมื่อเราออกลาดตระเวน เราจะมองหาบ้านที่ไม่มีคนอยู่ ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด อาจจะมีบางอย่างเกิดขึ้น ในบ้าน"

สายตรวจ ยังประกาศแจ้งบริการอื่น ด้วย สำหรับผู้สูงอายุ อย่างเช่น ร้านกาแฟชั่วคราว ซึ่งผู้สูงอายุสามารถออกไป รับประทานอาหารเที่ยง และนั่งคุยกันได้ 

อากิโตะ ไซโตะ จาก ออเรนจ์ เอไอ คาเฟ่ กล่าวว่า "สมัยนี้ คนรุ่นใหม่ และแม้แต่คนสูงอายุ ต่างก็มีสมาร์ทโฟน ดังนั้นจึงมีภาพลวงตาว่า เราทั้งผองต่างเชื่อมถึงกันผ่านเครือข่ายโซเชียล แต่ฉันคิดว่า ในฐานะมนุษย์ การเชื่อมต่อกันจริง ระหว่างคนเป็นเรื่องสำคัญ"

มัตซูโด อยู่ในแนวหน้าของการหาวิธีแก้ปัญหาประชากรสูงอายุ ทางออกที่พวกเขาพบในวันนี้ จะเป็นสิ่งที่ทั่วโลกต้องการ ในวันข้างหน้า

**หมายเหตุ เนื้อหานี้ถูกสร้างขึ้นจาก ความร่วมมือกันระหว่าง โนเบล มีเดีย เอบี และ บีบีซี 


Last Updated ( ศุกร์, 21 มิถุนายน 2019 )
WHO ประกาศให้ภาวะหมดไฟ เป็นอาการป่วยประเภทหนึ่ง Print
User Rating: / 0
News - News
อังคาร, 28 พฤษภาคม 2019

Voice TV ราบงาน วันที่  28 พ.ค. 2019

 

WHO ประกาศให้ภาวะหมดไฟในการทำงานเป็นโรคที่ควรได้รับการรักษา ขณะที่ประกาศให้การรักร่วมเพศไม่ใช่อาการเจ็บป่วยทางจิตใจอีกต่อไป

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้ 'ภาวะหมดไฟ' จากการทำงานเป็นอาการเจ็บป่วยประเภท International Classification of Diseases หรือ ICD-11 ซึ่ง WHO ระบุว่า 'ภาวะหมดไฟ' เป็นกลุ่มอาการของโรคที่เป็นผลมาจากความเครียดที่เกิดจากการทำงานที่ไม่สามารถจัดการได้

WHO นิยามอาการภาวะหมดไฟ มี 3 ระดับ คือ 1.มีรู้สึกหมดพลังหรือเหนื่อยล้า 2. มีความรู้สึกว่าจิตใจห่างเหินจากงานและมีทัศนคติลบต่องาน 3. มีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง อาการภาวะหมดไฟนั้น WHO ยังระบุว่าเป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากการทำงานเท่านั้น ไม่รวมถึงประสบการณ์จากด้านอื่นๆที่เกิดขึ้นในชีวิต

นอกจากนี้ WHO ยังได้ขึ้นทะเบียนพฤติกรรมการบังคับขู่เข็ญทางเพศให้เป็นโรคที่เกิดจากอาการทางจิต รวมไปถึงอาการติดเกม อาการติดยาเสพติดและการโกง ล้วนเป็นอาการป่วยประเภทหนึ่ง

ทั้งนี้ทาง WHO ได้ลบการเป็นกลุ่มคนรักร่วมเพศนั้นออกจากอาการป่วยทางด้านจิตใจ โดยให้เหตุผลว่า การรักร่วมเพศนั้นเกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขของสุขภาวทางเพศ ซึ่งก่อนหน้านี้ในปี 2012 สมาคมจิตวิทยาอเมริกันของสหรัฐฯ ได้ลบ อาการ 'เอกลักษณ์ทางเพศที่ผิดปกติ' (gender identity disorder) ออกจากบัญชีอาการป่วยทางจิต และได้บัญญัติ อาการ 'ความทุกข์ใจในเพศสภาพ' (gender dysphoria) แทน โดยอ้างอิงถึง อาการอารมณ์ความรู้สึกและการแสดงออกที่ไม่ตรงกับเพศสภาพร่างกาย


เห็บ หมัด ยุง พาหะนำเราก้าวสู่ “โรค” ใหม่ Print
User Rating: / 0
News - News
จันทร์, 06 พฤษภาคม 2019

Voice TV รายงานวันที่ 3 พค. 2019 

 

เตรียมบอกลาวันสบายๆ ในฤดูร้อน หลังผู้ป่วยด้วยโรคติดต่อจากยุง เห็บ หรือหมัด ในสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นเป็น 3 เท่า ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐบาลกลางรายงานว่า ตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา เกิดการค้นพบโรคใหม่แล้วอย่างน้อย 9 ชนิด

แม้ทางศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ Centers for Disease Control and Prevention - CDC) จะยังไม่ประกาศเตือนให้ประชาชนพักแผนผจญภัยกลางแจ้ง หรือเลื่อนทริปปาร์ตี้แคมป์ปิ้งนอนแกว่งเปลญวนกลางป่าออกไป แต่พวกเขาก็เน้นย้ำกับประชาชนเสมอว่า การป้องกันตัวเองจากการถูกแมลงสัตว์กัดต่อยเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะบรรดาเด็กๆ ที่ยังไม่รู้จักว่า อะไรคือเห็บ อะไรคือหมัด

กลุ่มโรคที่เกิดจากเห็บ (Tick-Borne Diseases) เป็นโรคติดต่อที่กำลังแพร่ระบาดรุนแรง ลักษณะคล้ายๆ ไวรัสฮาร์ทแลนด์ (Heartland) ที่พบเห็นได้ในทวีปยุโรป และสหรัฐฯ บางเคสอาจดูใกล้เคียงกับโรคไลม์ (Lyme) หรือการติดเชื้ออื่นๆ ที่เติบโตในดินแดนแวดล้อมด้วยน้ำอย่างเปอร์โตรีโก ซึ่งต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากยุงที่เป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออก และซิกา (Zika) โดยผลการศึกษาที่เผยแพร่ผ่านรายงานอัตราการป่วย และการเสียชีวิตประจำสัปดาห์ของศูนย์ควบคุมโรคฯ ระบุว่า สภาพอากาศที่ร้อนขึ้นเป็นต้นเหตุสำคัญของการแพร่ระบาดโรค


อย่างไรก็ตาม ด็อกเตอร์ ไลล์ อาร์. ปีเตอร์เสน (Dr. Lyle R. Petersen) ผู้อำนวยการแผนกโรคติด ต่อ ที่ มี แมลง เป็น พาหะ กลับไม่ต้องการเชื่อมโยงปริมาณผู้ป่วยที่เพิ่มสูงขึ้นไปสู่เป็นประเด็นทางการเมืองเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะโลกร้อน เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากที่ส่งผลต่อการเกิดโรคอุบัติใหม่ เช่น การท่องเที่ยวข้ามทวีปที่เพิ่มขึ้น และการขาดวัคซีน

ด้านเจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมโรคฯ ต้องเรียกร้องให้มีการสนับสนุนหน่วยงานสาธารณะสุขของรัฐ และท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น 'หน่วยงานท้องถิ่นถือเป็นด่านแรกของการป้องกัน' ด็อกเตอร์ โรเบิร์ต เรดฟิลด์ (Dr. Robert Redfield) ผู้อำนวยการคนใหม่ของศูนย์ควบคุมโรคฯ กล่าว หลังจากต้องเผชิญกับการตัดงบประมาณจากรัฐบาลทรัมป์

ล่าสุด การสำรวจของหน่วยควบคุมยุงพบว่า 84 เปอร์เซ็นต์ ต้องการความช่วยเหลือพื้นฐาน เช่น การตรวจตราเฝ้าระวัง และการทดสอบความต้านทานของสารกำจัดศัตรูพืช

ระหว่างปี 2004-2016 รายงานของศูนย์ควบคุมโรคฯ ระบุว่า คนอเมริกัน 643,000 ราย เจ็บป่วยจากแมลง 16 ชนิด เริ่มต้นจาก 27,000 รายในปี 2004 และพุ่งขึ้นเป็น 96,000 รายในปี 2016 ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ตัวเลขของอัตราการป่วยอาจสูงกว่าที่ปรากฎในรายงาน เช่น ทางศูนย์ควบคุมโรคฯ ประมาณการว่า ทุกปีมีคนอเมริกัน 300,000 รายป่วยเป็นโรคไลม์ แต่มีเพียงแค่ 35,000 รายเท่านั้นที่เข้ารับการรักษา ผ่านการวินิจฉัย และเขียนเป็นรายงานออกมา

นั่นแสดงให้เห็นว่า การศึกษาไม่เจาะลึกถึงสาเหตุการเพิ่มขึ้น และด็อกเตอร์ปีเตอร์เสนให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สาเหตุของโรคติดต่อจากแมลงอาจเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น ช่วงรอยต่อของ 2 ฤดู ที่ทำให้เห็บเจริญเติบโตรวดเร็ว หรือฤดูร้อนที่มักเกิดโรคติดต่อจากยุง บวกกับปัจจัยร่วมอื่นๆ อย่างการเดินทางของมนุษย์ การปลูกป่าชานเมือง และการขาดแคลนวัคซีนชนิดใหม่ๆ มาช่วยหยุดการระบาด

ปัจจุบัน ผู้คนจำนวนมากท่องเที่ยวด้วยการนั่งเครื่องบินออกจากพื้นที่เขตร้อน และมันหมายถึงไวรัสโรคไข้เลือดออก หรือซิกา กำลังเคลื่อนที่ด้วยรวดเร็ว และระยะทางไกล อยู่ภายในเลือดมนุษย์ เช่นเดียวกับโรคมาลาเรีย และไข้เหลือง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า มันเดินทางมาจากทวีปยุโรปสู่การแพร่ระบาดบนโลกใหม่ในอเมริกาด้วยเรือขนทาส เมื่อ 3 ศตวรรษก่อน

นอกจากนั้น ด็อกเตอร์ปีเตอร์เสนยังระบุว่า ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ ชิคุนกุนยา (Chikungunya) ไวรัสชนิดหนึ่งที่ยุงเป็นพาหะทำให้เกิดอาการปวดข้อรุนแรง และช่วงปลายปี 2013 ชิคุนกุนยาเดินทางเข้าสู่เกาะเซนต์มาร์ตินแถบทะเลแคริบเบียนเป็นครั้งแรก ต่อมาเพียง 1 ปี มันก็แพร่กระจายตัวไปทั่วประเทศ จนเกิดผู้ป่วยหลายแสนราย ก่อนความชุกจะก้าวกระโดดเข้าสู่ดินแดนยุโรป อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ยกเว้นแค่แคนาดา ชิลี เปรู และโบลิเวีย

ส่วนโรคที่เห็บเป็นพาหะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อัปเปอร์มิดเวสต์ และแคลิฟอร์เนีย โดยเห็บแพร่กระจายโรคไลม์ (Lyme) โรคอะนาพลาสโมซิส (Anaplasmosis) โรคบาบีซิโอซิส (Babesiosis) โรคไข้พุพองเทือกเขาร็อกกี (Rocky Mountain spotted fever) โรคไข้กระต่าย (Rabbit Fever) และการติดเชื้อไวรัสโปวาสสัน (Powassan)

โรคส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับยุงแพร่ระบาดหนักในปี 2004 ที่เปอร์โตริโก หมู่เกาะเวอร์จิน และอเมริกันซามัว แต่ความจริงเชื้อไวรัสเวสต์ไนล์ (West Nile) มาเยือนตั้งแต่ปี 1999 แล้ว ทว่าทุกอย่างดูเหมือนไม่สามารถคาดเดาการแพร่ระบาดได้อีกต่อไป เพราะเมืองแดลลัสในปี 2012 ก็เคยเผชิญการระบาดรุนแรงของไวรัสเวสต์ไนล์ที่ยุงเป็นพาหะนำโรค จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และนายกเทศมนตรีต้องประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับท้องถิ่น

ข่าวร้ายคือ โรคติด ต่อ ที่ มี แมลง เป็น พาหะส่วนใหญ่ มันยังไม่มีวัคซีน และหนทางการรักษา ดังนั้น วิธีเดียวที่จะต่อสู้คือ การควบคุม และกำจัดยุง ซึ่งต้องยอมรับว่า มันราคาสูง และหยุดการระบาดได้ไม่ดีนัก เช่น เมืองไมอามี นับเป็นเมืองเดียวในซีกโลกตะวันตกที่หยุดการระบาดของซิกาได้ด้วยสารกำจัดศัตรูพืช

ขณะที่ตามรายงานของศูนย์ควบคุมโรคฯ มีเพียงโรคเดียวเกิดจากหมัดคือ กาฬโรค (Plague) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเยอร์ซีเนีย เพสติส (Yersinia Pestis) โดยระหว่างปี 2004-2016 รายงานเคสผู้ป่วยจากกาฬโรคปรากฎให้เห็นประมาณ 17 ราย ส่วนใหญ่เกิดในภาคตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งการติดเชื้อสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยาปฏิชีวนะ

ด็อกเตอร์ นิโคลาส วัตต์ส (Dr.Nicholas Watts) ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพโลก จากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน และเป็นผู้ร่วมเขียนรายงานชิ้นสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสุขภาพประจำปี 2017 กล่าวว่า

สภาพอากาศร้อนขึ้นเป็นตัวแพร่กระจายโรคในหลายประเทศ ไม่ใช่แค่สหรัฐอเมริกาเท่านั้น

ในอังกฤษ โรคจากเห็บกำลังขยายตัวตามตามช่วงฤดูร้อนที่นานขึ้น และโรคมาลาเรียพบบ่อยมากทางตอนเหนือของประเทศออสเตรเลีย

ด้านพอล รอยเตอร์ (Paul Reiter) นักกีฏวิทยาทางการแพทย์ จากสถาบันปาสเตอร์ (Pasteur Institute) เถียงนักสิ่งแวดล้อมบางคนพูดเกินจริงเรื่องโรคภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะระหว่างปี 2004-2017 เป็นช่วงเวลาที่เขาอธิบายว่าภาวะโลกร้อนหยุดชั่วคราวแม้แนวคิดดังกล่าวจะเกิดข้อโต้แย้งจากผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็ตาม

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า โรคไลม์ทำให้บรรดาคณะแพทย์เริ่มตั้งข้อสงสัยว่า เกิดจากเห็บกัดผู้ป่วยเป็นไข้ ทางห้องปฏิบัติการจึงเริ่มมองหาเชื้อโรคต่างๆ ในตัวอย่างเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่ไม่มีโรคไลม์ ซึ่งอาจนำไปสู่การค้นพบโรคใหม่ที่ไม่เคยทราบมาก่อนหน้านี้

ที่มา : The New York Times


กัญชง กัญชา กับฤทธิ์กันชักโรคลมบ้าหมู (1) Print
User Rating: / 0
Articles - Articles
จันทร์, 04 กรกฎาคม 2016

เผยแพร่โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์  19 .. 2562 https://www.thairath.co.th/news/society/1570550 

 

 

เป็นเรื่องร้อนของบ้านเราเลยมีแต่คนอยากปลูก อยากใช้ฉะนั้นเลยเอาบทความมาแปลและเรียบเรียงโดย นพ.ภาสิน เหมะจุฑา ให้อ่านว่า Cannabidiol (CBD) ใช้ในลมชักอย่างไร และต้องระวังอะไรบ้าง บทความนี้ลงใน Pediatric pharmacology 2018ชื่อ ‘Cannabidiol Use in Refractory Epilepsy’ จาก Dr.Marcia Buck นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญทางด้านการใช้ยาในเด็กจากอเมริกา

 

CBD นี้เป็นสารธรรมชาติที่มาจากกัญชาโดยเฉพาะสายพันธุ์ชาติว่า (Cannabis sativa) โดยได้รับการสกัดครั้งแรกตั้งแต่ปี1963โดยนาย Mechoulam และ Shvo หลังจากนั้นอีก 15ปีก็ได้ตีพิมพ์ฤทธิ์ของ CBD ในการช่วยควบคุมโรคลมชัก เรารู้กันตั้งแต่ปี 1978แล้วนะครับ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร CBD นั้นต่างจาก Tetrahydrocannabinol (THC) อย่างมาก กลไกในการออกฤทธิ์ในร่างกายก็ต่างกัน

 

 

โดย CBD มันมีสัมพรรคภาพ (affinity) กับตัวจับสัญญาณกัญชา cannabinoid receptors (CB1และ CB2) ต่ำมาก ตัวจับสัญญาณสองตัวนี้เป็นตัวที่ THC จับได้อย่างดีและเป็นส่วนทำให้เสพติดและเกิดการมึนเมา นอกจาก CBD จะไม่จับตัวจับสัญญาณแล้วมันยังไปลดการส่งสัญญาณของCB1อีก ผลลัพธ์ก็คือสมองจะสั่งการให้เพิ่มการปล่อยGABA ซึ่งเป็นสารกดระบบไฟฟ้าของสมองและน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยคุมโรคลมชัก ลดการกระวนกระวายและช่วยลดปวดอีกด้วย (อาจจะเพราะมีฤทธิ์ที่ 5-HT1A, TRPV1และ A2AAR ด้วย)

PDF Download

 

 

 

 

 

Last Updated ( พุธ, 12 มิถุนายน 2019 )
กัญชง กัญชา กับยาอื่น Print
User Rating: / 0
Articles - Articles
จันทร์, 13 พฤษภาคม 2019

เผยแพร่โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์  12 .. 2562 https://www.thairath.co.th/news/local/1565386


โดย หมอดื้อ


เป็นอีกหนึ่งในบทความกัญชา เจาะจงถึงร่างกายมนุษย์ การใช้กัญชาในคนไข้มีโรคซับซ้อนและรับประทานยาอยู่หลายตัว ว่าถ้าใช้กัญชาจะปลอดภัยไหม บทความนี้นำข้อมูลมาจาก Department Of Health, USA และจากบทวิจัยของ MacCallum and Russo, 2018 ‘Practical considerations in medical cannabis administration and dosing’


ตัวรับสัญญาณหลักในร่างกายของเราคือคานาบินอยด์ (Cannabinoid, CB) มี 2 ประเภท ตัวรับสัญญาณนี้ไม่ได้พบแค่ในสมองแต่ยังพบในส่วนอื่นของร่างกายด้วย ซึ่งอธิบายฤทธิ์อื่นๆ เช่น การต้านการอักเสบในร่างกายอีกด้วย โดย CB1 นั้นจะอยู่ในสมอง (Cortex, nucleus accumbens, basal ganglia, hypothalamus, cerebellum, hippocampus, amygdala and spinal cord), ปอด, เส้นเลือด, กล้ามเนื้อ, ทางเดินอาหาร, ไขมันและ อวัยวะเพศ ส่วนอวัยวะที่มีทั้ง CB1 และ CB2 ประกอบด้วยก้านสมอง ระบบภูมิคุ้มกัน ตับ ไขกระดูก และตับอ่อน


ส่วน CB2 เดี่ยวๆ อยู่ในเซลล์เกลีย (Glial cell) ของสมอง ตัวจับสัญญาณสองตัวนี้จะเป็นตัวที่ THC จับได้อย่างดี ตรงกันข้ามกับ CBD โดยมันมีสัมพรรคภาพ (affinity) กับตัวจับสัญญาณกัญชา cannabinoid receptors (CB1 และ CB2) ต่ำมาก เรื่องรายละเอียดระหว่าง THC และ CBD อ่านได้ในบทความหมอดื้อเรื่องกัญชา


PDF Download

 

 

 

 

 

ความปลอดภัยในความอันตรายของกัญชา Print
User Rating: / 0
Articles - Articles
จันทร์, 06 พฤษภาคม 2019

เผยแพร่โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 .. 2562 

https://www.thairath.co.th/news/society/1560391

 

โดย หมอดื้อ


ใกล้แล้วกับการใช้กัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทย เรามาดูในอเมริกากันหน่อยในรัฐโคโลราโดที่ให้กัญชาถูกกฎหมายเพื่อการแพทย์ตั้งแต่ปี 2009 และเปิดกว้างเพื่อความเพลิดเพลินในปี 2014


หมายความว่า ใครจะใช้ก็ได้เช่นเดียวกันกับในอัมสเตอร์ดัม ที่มีคาเฟ่กัญชากันทั่วเมืองคล้ายกับร้านกาแฟหอมๆในบ้านเรา


แน่นอนว่าพอเปิดเสรีก็มีการใช้กัญชามากขึ้น พอมีการใช้มากขึ้นก็เกิดผลข้างเคียงมากขึ้น จนส่งผลให้เข้าโรงพยาบาลกันมากขึ้นอาจเพราะความไม่คุ้นกับการใช้บ้าง ส่งผลให้ตื่นตระหนกเวลารู้สึกถึงผลข้างเคียงมีประเทศที่เปิดกว้างเช่นนี้อีกหลายประเทศ เช่น แคนาดา อุรุกวัย และสเปน แต่ที่นำรัฐโคโลราโดขึ้นมาพูดเพราะล่าสุดได้ออกบทการศึกษาแบบย้อนหลัง (Retrospective study) เพื่อที่จะดูว่าหลังจากกัญชาถูกกฎหมายแล้วมีผลยังไงกับการมาใช้ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล UCHealth ขนาดเทียบๆกับโรงพยาบาลจังหวัดขนาดใหญ่ในประเทศเราและมีการรับคนไข้มาใช้บริการห้องฉุกเฉินมากกว่าหนึ่งแสนคนต่อปี ได้มีการค้นหาประวัติคนไข้ที่เข้ารับการรักษาเพราะว่าผลจากการใช้กัญชาและเปรียบเทียบการใช้ระหว่างสูบและกินระหว่างปี 2012 ถึง 2016 เป็นเวลา 5 ปีด้วยกัน พบว่ามีการเข้าใช้บริการห้องฉุกเฉินเพราะผลของกัญชาเมื่อเทียบกับก่อนจะถูกกฎหมายเพิ่มขึ้นถึงสามเท่า

 


PDF Download

 

 

 

 

 

เอานัยสำคัญทางสถิติ ลงขยะกันเถอะ (2) Print
User Rating: / 0
Articles - Articles
พฤหัสบดี, 25 เมษายน 2019

เผยแพร่โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 เม.. 2562  https://www.thairath.co.th/news/society/1554495

โดยหมอดื้อ


ยังอยู่ในเรื่องของนัยสำคัญทางสถิติ (statistical significance) และช่วงความพอไปได้ (compatibility intervals) นะครับ ผมเองเบื่อมากแล้วที่จะมานั่งอ่านการใช้สถิติอย่างไม่มีองค์ประกอบ เบื่อที่จะอ่านว่าสถิตินั้นสนับสนุนทั้งๆที่ใครอ่านดูทั้งหมดก็รู้แล้วว่ามันไม่น่าจะใช้นะ


เอาละ ช่วงความเป็นไปได้ ที่เสนอมานั้นจะใช้ยังไง มีสี่อย่างที่อยากจะเสนอ หนึ่งคือ เวลาพูดถึงช่วงความพอไปได้นั้น ถึงค่าทั้งหมดจะอยู่ในความคาดเดาแต่ไม่ได้หมาย ความว่าค่าที่อยู่นอกเหนือจากนี้จะไม่เกี่ยว มันก็ยังมีความเกี่ยวและยังเป็นไปได้ แต่แค่อาจจะไม่ได้มีความหมายมากเท่ากันเท่านั้นเอง


สองคือ ค่าที่ควรจะเป็นนั้นสำคัญเพื่อเป็นจุดเริ่มคำอธิบายและค่าใกล้ๆ กับค่านี้ก็มีความสำคัญเกือบเท่าเทียมกันเช่นตัวอย่างที่กล่าวตอนต้นว่า ความเสี่ยงหัวใจเต้นผิดปกติเพิ่ม 20% ค่าที่ควรจะเป็นก็คือ 20%


PDF Download

 

 

 

 

 

กาเฟอีนช่วยเพิ่มพลังให้เซลล์สุริยะได้เหมือนคนดื่มกาแฟ Print
User Rating: / 0
News - News
อังคาร, 30 เมษายน 2019

BBC รายงาน วันที่ 28 เมษายน 2562


ทีมนักวิจัยด้านวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตลอสแอนเจลิส (ยูซีแอลเอ) ของสหรัฐฯ ได้ความคิดแปลกแหวกแนวในการพัฒนาเซลล์สุริยะ หลังจากที่สมาชิกในทีมผู้หนึ่งดื่มกาแฟยามเช้าและพูดติดตลกกับเพื่อนร่วมงานว่า เซลล์สุริยะก็อาจจะต้องการตัวช่วยเพิ่มพลังในการทำงาน เหมือนกับที่กาเฟอีนช่วยให้คนเราสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นเช่นกัน

มีการทดลองใช้กาเฟอีน (Caffeine) ทำปฏิกิริยากับแร่เพอรอฟสไกต์ (Perovskite) ซึ่งเป็นวัสดุเก็บเกี่ยวแสงที่ใช้ในการผลิตเซลล์สุริยะชนิดหนึ่ง หลังจากที่ทีมผู้วิจัยนึกขึ้นได้ว่าสารกระตุ้นกาเฟอีนในกาแฟเป็นสารประกอบอัลคาลอยด์ ซึ่งมีโครงสร้างโมเลกุลที่อาจจะทำปฏิกิริยากับแร่ดังกล่าวและเพิ่มประสิทธิภาพในการเปลี่ยนแสงเป็นพลังงานไฟฟ้าได้มากขึ้น

ผลการค้นพบนี้ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ Joule โดยนายรุ่ย หวาง หนึ่งในทีมนักวิจัยเผยว่า ก่อนหน้านี้พวกตนประสบปัญหามานาน ในเรื่องการเลือกใช้สารเคมีมาเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเซลล์สุริยะชนิดที่ใช้แร่เพอรอฟสไกต์เป็นวัสดุเก็บเกี่ยวแสง โดยยังไม่พบสารที่ช่วยเพิ่มพลังและช่วยรักษาอุณหภูมิของเซลล์สุริยะให้เสถียรอยู่ในระยะยาวได้

แต่หลังจากทดลองเติมกาเฟอีนลงในชั้นผลึกแร่เพอรอฟสไกต์ของเซลล์สุริยะ แล้วนำไปตรวจสอบถึงความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางเคมีด้วยรังสีอินฟราเรด พบว่าส่วนหนึ่งของโมเลกุลกาเฟอีนเกิดการสร้างพันธะกับส่วนไอออนตะกั่วของแร่เพอรอฟสไกต์อย่างแน่นหนา เพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์สุริยะชนิดนี้ขึ้นถึงกว่า 20% และช่วยไม่ให้ชั้นผลึกแร่เสียหายเมื่อเซลล์สุริยะมีอุณหภูมิสูงขึ้นอีกด้วย



การค้นพบนี้จะช่วยให้เซลล์สุริยะที่ผลิตจากแร่เพอรอฟสไกต์สามารถแข่งขันทางการตลาดกับเซลล์สุริยะที่ใช้ซิลิคอนเป็นวัสดุเก็บเกี่ยวแสงได้มากขึ้น โดยปัจจุบันเซลล์สุริยะชนิดแร่เพอรอฟสไกต์มีราคาถูกกว่าและผลิตได้ง่ายกว่าเซลล์สุริยะแบบซิลิคอนอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ทีมผู้วิจัยชี้ว่าการใช้กาเฟอีนเพิ่มพลังให้เซลล์สุริยะนั้น คงจะใช้ได้กับเซลล์ที่เป็นแร่เพอรอฟสไกต์เท่านั้น แต่การนำกาเฟอีนเข้ามาพัฒนาเซลล์สุริยะชนิดดังกล่าว จะทำให้สามารถลงทุนผลิตได้ในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยมีความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์


มะกันผวา หนุ่มไม่รู้ป่วยโรคหัด เดินทางข้ามรัฐเชื้อกระจายติดแล้ว 39 คน Print
User Rating: / 0
News - News
จันทร์, 22 เมษายน 2019

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 เม.. 2562 01:50 .



ชายชาวอเมริกันคนหนึ่งไม่รู้ตัวว่าตัวเองป่วยเป็นโรคหัด เดินทางจากนิวยอร์กไปรัฐมิชิแกน ทำให้เชื้อแพร่กระจายพบผู้ติดโรคจากเขาแล้วอย่างน้อย 39 คน...


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 16 เม.. 2562 ว่า นักเดินทางหนุ่มคนหนึ่งเดินทางไปยังหลายพื้นที่ของสหรัฐฯ เพื่อขอรับบริจาคเงินการกุศลสนับสนุนชุมชนชาวยิวในเมืองบรูกลิน ของนิวยอร์ก แต่ระหว่างที่เขากำลังขับรถมุ่งหน้าไปเมืองดีทรอยต์ ในรัฐมิชิแกน ในวันหนึ่งของเดือนมีนาคม เขารู้สึกไม่สบายจึงไปพบแพทย์ในเมืองดีทรอยต์ แต่หมอที่ตรวจเขาไม่เคยเห็นผู้ป่วยโรคหัดมาก่อน จึงวินิจฉัยผิดว่า อาการไอและมีไข้ของชายคนนี้คือโรค หลอดลมอักเสบ

อย่างไรก็ตาม แพทย์ทบทวนผลการตรวจอีกครั้งและกังวลว่าชายคนนี้อาจเป็นโรคหัด เขาจึงแจ้งต่อกระทรวงสาธารณสุข แต่เจ้าหน้าที่ติดต่อนักเดินทางคนนี้ไม่ได้ จึงติดต่อให้สตีฟ แมคกรอว์ หัวหน้าสำนักงานการแพทย์ฉุกเฉินโอ็คแลนด์ช่วยตามหา จนพบตัวเขาในที่สุด ซึ่งทันทีที่รู้ว่าตัวเองป่วยเป็นโรคหัด เขาก็มีท่าทีเสียใจอย่างมาก

เขาก้มหน้าลงและดูสะเทือนอารมณ์มากๆ ผมบอกได้จากสีหน้าของเขาว่าเขาเสียใจอย่างหนัก เขากำลังคิดคำนวณในหัว นับคนที่เขาไปติดต่อด้วยนายแมคกรอว์กล่าว

2 สัปดาห์ต่อมา นักเดินทางรายนี้ก็กลายเป็นคนไข้หมายเลข 0’ หรือผู้ติดเชื้อรายแรก ของรัฐมิชิแกน และพบว่าแพร่กระจายไวรัสโรคทางเดินหายใจที่ติดต่อง่ายมากชนิดนี้ไปสู่คนอื่นๆ อีก 39 คนที่เขาสัมผัสหรือมีปฏิสัมพันธ์ด้วยในระหว่างที่เขาอาศัยอยู่ในบ้านส่วนตัวหลังหนึ่ง เข้าร่วมพิธีในโบสถ์ยิวเป็นประจำทุกวัน และตอนที่เขาไปซื้อของที่ตลาดอาหารโคเชอร์ หรือ อาหารมาตรฐานตามกฎของยิว

ผู้ป่วยทุกคนของเรามีความเชื่อมโยงกับผู้ป่วยเบื้องต้นรายนี้ลี-แอน สตัฟฟอร์ด เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของเขตโอ็คแลนด์ เคาน์ตี ซึ่งมีการพบผู้ติดเชื้อโรคหัด 39 คนระบุ

ทั้งนี้ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา กว่า 75% ของผู้ป่วยโรคหัดที่มีการแจ้งต่อศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ อยู่ในชุมชนที่แยกไปอยู่อย่างโดดเดี่ยว รวมทั้งชุนชนชาวอมิช (Amish) ในรัฐโอไฮโอ, ชุมชนชาวโซมาลีในรัฐมินนิโซตา, กลุ่มยุโรปตะวันออกในภูมิภาคแปซิฟิก นอร์ทเวสต์ และชุมชนชาวยิวเคร่งศาสนาในนิวยอร์ก

การระบาดของโรคหัดในนิวยอร์กที่กำลังเกิดขึ้น แพร่กระจายผ่านคนไข้หมายเลบ 0 คนหนึ่งและนักเดินทางคนอื่นๆ ไปยังชุมชนชาวยิวในเขตเวสต์เชสเตอร์ และร็อคแลนด์ เคาน์ตี ในนิวยอร์ก, โอ็คแลนด์ เคาน์ตี ในมิชิแอน และบัลติมอร์ เคาน์ตี ในรัฐแมรีแลนด์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่รัฐคอนเนตทิคัตเผยว่า มีผู้ใหญ่คนหนึ่งติดโรคหัดขณะเยือนเมืองบรูกลินช่วงปลายเดือนมีนาคม ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ กำลังตรวจสอบหาความเชื่อมโยงระหว่างผู้ป่วยโรคหัด 11 คนในเขตโอเชียน เคาน์ตี กับผู้ป่วยในนิวยอร์ก

ด้านนาย รัสเซลล์ เฟาสต์ เจ้าหน้าที่การแพทย์ของโอ็คแลนด์ เคาน์ตี เผยว่า นักเดินทางรายนี้มาจากอิสราเอลเข้าสู่เมืองบรูกลิน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการระบาดของโรคหัดในเดือนพฤศจิกรายนปีก่อน และอาศัยอยู่ที่นั่นประมาณ 2 เดือน ก่อนออกเดินทางสู่ดีทรอยต์ในช่วงต้นเดือนมีนาคม


<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 31 - 45 of 5286