Home
Home
กัญชามีศักยภาพเป็นยาปฏิชีวนะรุ่นใหม่ ใช้ฆ่าเชื้อดื้อยา “ซูเปอร์บั๊ก” ได้ Print
User Rating: / 0
News - News
จันทร์, 01 กรกฎาคม 2019

BBC Thai รายงานวันที่ 27 มิถุนายน 2562

นักวิจัยจากออสเตรเลียค้นพบว่า สารแคนนาบิไดออลหรือ CBD ในกัญชา ซึ่งไม่ใช่สารที่ออกฤทธิ์ทำให้มึนเมา มีศักยภาพในการนำมาผลิตเป็นยาปฏิชีวนะรุ่นใหม่ เพื่อแก้ปัญหาเชื้อโรคดื้อยาชนิดรุนแรงหรือ "ซูเปอร์บั๊ก" (Superbugs) ที่กำลังท้าทายวงการแพทย์ในปัจจุบันได้

ดร. มาร์ก บลาสโควิช ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย นำเสนอการค้นพบข้างต้นในที่ประชุมประจำปีของสมาคมจุลชีววิทยาอเมริกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าสาร CBD สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกได้หลายชนิดในการทดลองภายในห้องปฏิบัติการ ซึ่งรวมถึงเชื้อที่ทำให้เกิดโรคปอดอักเสบ และเชื้อกลุ่ม MRSA ที่ดื้อยาปฏิชีวนะอย่างรุนแรงด้วย

ดร. บลาสโควิชยังบอกว่า มีการทดสอบเบื้องต้นโดยใช้สาร CBD รักษาอาการผิวหนังอักเสบในหนูทดลอง ซึ่งปรากฏว่าได้ผลเป็นอย่างดี และมีความเป็นไปได้ในการนำไปพัฒนาเป็นยารักษาโรคผิวหนังสำหรับมนุษย์อีกหลายชนิด 

แต่อย่างไรก็ตาม สารสกัดจากกัญชาดังกล่าวไม่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดแกรมลบ ซึ่งส่วนใหญ่ดื้อยารุนแรงยิ่งกว่าชนิดแกรมบวกได้ นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังไม่ทราบว่า CBD มีกระบวนการทำงานอย่างไรจึงสามารถกำจัดเชื้อดื้อยาได้อย่างที่เห็น

"เรายังคงต้องศึกษาต่อไป เพื่อให้แน่ใจว่า CBD สามารถรักษาโรคติดเชื้อในมนุษย์ได้ การรีบนำสารสกัดจากกัญชาไปใช้รักษาคนไข้ติดเชื้อร้ายแรงในขณะนี้ ยังถือว่าเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง" ดร. บลาสโควิช กล่าวเตือน 

ทั้งนี้ ผลการทดลองข้างต้นยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบและตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ แต่ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยบางส่วนจากบริษัท Botanix Pharmaceuticals ผู้คิดค้นยาและเวชภัณฑ์รายย่อยในออสเตรเลีย


ก่อนหน้านี้สาร CBD ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ให้ใช้เป็นยาที่แพทย์สั่งสำหรับโรคลมชักชนิดหายากในเด็ก ทั้งมีงานวิจัยที่ชี้ว่า CBD สามารถยับยั้งอาการอักเสบได้ แต่สรรพคุณในด้านการฆ่าเชื้อนั้นยังไม่ปรากฏชัดเจน แม้จะมีรายงานว่าสามารถใช้ต้านทานการสร้างไบโอฟิล์ม (Biofilm) หรือเมือกที่จุลชีพผลิตออกมาปกคลุมตัวซึ่งทำให้โรคติดเชื้อรักษาได้ยากก็ตาม

A Virus That Moved Around the World with People Print
User Rating: / 0
News - News
ศุกร์, 12 กรกฎาคม 2019

 Labroots Published on: JUL 10, 2019 10:43 AM 

 

An international team of researchers has given the term travel bug new meaning. Their work has shown that travel not only impacts our lives; it also affects a virus we carry in our gastrointestinal tracts. While recent research has revealed the profound impact that bacteria in the gut microbiome can have on our physiology, this work has focused on a virus that is a common part of that microbial community. Called crAssphage, this virus is carried by an estimated seventy percent of the global population and can be found in sewage everywhere. It also contains a biomarker that is altered when a person moves from one place to another.


Primates also carry a version of crAssphage; the virus has probably stuck with humans for millions of years and may have evolved along with us.

It's a bacteriophage, which infects bacteria. It has not yet been linked to any health issue, whether good or bad and is probably just a typical member of the gut microbiome.


Last Updated ( อาทิตย์, 14 กรกฎาคม 2019 )
Read more...
Rising Cases of Encephalitis and Death in India Print
User Rating: / 0
News - News
พฤหัสบดี, 27 มิถุนายน 2019


labroots Published on JUN 19, 2019  

 

Children in eastern India have been dying of encephalitis. Around 400 kids have complained of dizziness, confusion, and fever since the start of the year. So far, 109 children have been killed in Muzaffarpur in Bihar state because of an infection or inflammation in their brains, and at least 200 are still in treatment.


This situation is not entirely unusual. Acute encephalitis syndrome (AES) was first reported in India in 1955, and the first outbreak was recorded in 1973. Cases were sporadic for many years until they began to increase, especially in poorer parts of India. The rise of AES was more dramatic after 2000. There were 590 deaths in India due to AES in 2013, and the death toll than started to decline. Now the disease seems to be on the rise again.

"This year, the number [of cases] has gone up a bit," Sanjay Kumar, a senior state health official told CNN. "The heat wave has been too intense, and it has gone on for too long." The role of heat in the spread of the disease remains unclear, however.

Officials have had a hard time identifying the source of the syndrome. In recent years, Indian cases of AES were caused by the Japanese encephalitis virus (as the video above illustrates), but virologists noted the possibility that a toxin was to blame.

Researchers hypothesized that something in the lychee fruit, which is widely grown in the same area as the current outbreak, is a factor. Previous work has identified the compound methylene cyclopropyl glycine, found in unripe lychee fruit, as a chemical that can cause low blood sugar (hypoglycemia) and death, but it's not yet known how it has this effect, and it has not yet been confirmed that this chemical is to blame for the AES cases in Indian kids.

"If it is [a] virus or a toxin in something they are eating, we don't really know," noted Dr. Neelu Desai, a pediatric neurologist in Mumbai.

The immune systems of children are not fully developed, which is probably also leaving them especially vulnerable to whatever is causing AES.

All of the affected children have suffered from hypoglycemia, but they're also malnourished. "The liver stores glycogen. When the sugar level goes down, the liver releases extra sugar to balance it out, but if there is no extra sugar and there are only toxins, then they get released," said Kumar.

Outbreaks of AES and other illnesses in India often stretched through the summer monsoon season; there may be many more deaths before the outbreak ends.


เตือนสติคนกรุง ธรรมชาติ ระบบนิเวศ สารเคมีพิษ Print
User Rating: / 0
Articles - Articles
จันทร์, 24 มิถุนายน 2019

ไทยรัฐฉบับพิมพ์23 มิ.. 2562  https://www.thairath.co.th/news/society/1597723 


ขอนอกเรื่องไประบบนิเวศป่าไม้ ซึ่งมีดิน แร่ธาตุ พืชและสัตว์หลากชนิด และถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปจะทำให้ความสมดุลเสียหายกับอีกส่วน ยกตัวอย่างเช่นการล่าช้าง ช้างนั้นมีการจดจำกลิ่นที่ดีเยี่ยม สามารถหาดินที่มีแร่จำเป็นต่อสัตว์หลายชนิด น้ำหนักและอุ้งเท้าของมันจำเป็นในการทำให้ดินโป่งร่วนเพื่อจะสามารถกินได้ง่าย


ผลพลอยได้คือสัตว์อื่นเช่น เก้ง กวางจะสามารถมากินได้ด้วยเพื่อแร่ธาตุที่จำเป็น นอกจากนี้ถ้าจำนวนสัตว์ป่าไม่ว่าจะประเภทไหนน้อยลงก็จะมีการขยายพันธุ์เมล็ดพืชได้น้อยลง เพราะเมล็ดพันธุ์จะให้ดีต้องผ่านน้ำย่อยของสัตว์พวกนี้เสียก่อน


แล้วมันเกี่ยว อะไรกับคนกรุง ป่ายังไม่เคยเหยียบ ก็คือที่เปิดพัดลม เปิดไฟทิ้ง เปิดแอร์ทิ้งไว้ ประตู หน้าต่างไม่ปิดให้สนิท มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อป่าไม้ ล่าสุดได้ไปกาญจนบุรี ไปเขื่อนสิริกิติ์ ได้มีโอกาสไปเดินชม รู้ไหมว่าเวลามีสายไฟฟ้าแรงสูงเส้นหนึ่งบริเวณข้างใต้ ต้องมีการเกลี่ยตัดต้นไม้ออกหมด ซ้าย ขวา ข้างละ 25 เมตร ไถจนหมด เผื่อมีไฟป่าจะได้ไม่ถูกผลกระทบเสียหาย


PDF Download

 

 

 

 

 

Last Updated ( จันทร์, 15 กรกฎาคม 2019 )
30 วันอันตราย หลังได้รับยารักษามะเร็ง Print
User Rating: / 0
Articles - Articles
จันทร์, 17 มิถุนายน 2019

เผยแพร่โดยไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 มิย. 2562 

https://www.thairath.co.th/news/local/1592533 

 

กลับไปที่อังกฤษ ถิ่นเก่าของลูกหมอดื้อ หลังจากไปเจอบทความใน Lancet Oncology ที่ขึ้นหัวข้อว่า “30-day mortality after systemic anticancer treatment for breast and lung cancer in England : a population-based, observational study” หรืออัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วันหลังจากได้รับยาคีโม (systemic chemotherapy) ต้านมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งปอดในประเทศอังกฤษ

เป็นการศึกษาแบบ ติดตามดูคนไข้อย่างต่อเนื่อง หัวข้อวิจัยนี้ถือเป็นหัวข้อที่สำคัญเพราะว่ามีการใช้คีโมเพื่อรักษามะเร็งเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก การวิจัยจำพวกนี้จะมีประโยชน์ในวงกว้างต่อทั้งผู้จ่ายและผู้รับยา เพราะข้อมูลที่มากขึ้นสามารถนำมาประกอบการตัดสินใจในการเลือกวิธีการรักษาคนไข้มะเร็งได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

 

มะเร็งหรือเนื้อร้ายคือเซลล์ที่มีความผิดปกติทางดีเอ็นเอ ทำให้มันมีความสามารถในการแพร่กระจายในร่างกายได้อย่างไม่มีขอบเขต ยาคีโมออกแบบมาเพื่อยับยั้งการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง และจะมีการให้เป็นรอบๆ (cycle) แต่ละรอบจะใช้เวลา 21 ไม่ก็ 28 วัน ส่วนมากจะใช้ยาสู้กับมะเร็งร่วมกับการผ่าตัดนำเนื้อร้ายออก หรือใช้ร่วมกับรังสี (radiotherapy) ในการฆ่าเซลล์มะเร็งเพื่อที่จะลดจำนวนเซลล์ร้ายออกไปให้มากที่สุด สามารถใช้เป็นวิธีการยืดอายุและทำให้อยู่อย่างสบายนานที่สุดโดยอาจจะใช้แค่ยาคีโมอย่างเดียวก็ได้ (Palliative intent)


PDF Download

 

 

 

 

 

Last Updated ( จันทร์, 15 กรกฎาคม 2019 )
สุขภาพ : ประวัติศาสตร์ฉบับย่อของการฉีดวัคซีน Print
User Rating: / 0
News - News
ศุกร์, 05 สิงหาคม 2016

BBC รายงาน วันที่ 19 มิย 2562

วัคซีนคืออะไร ? มันทำงานอย่างไร ? และเหตุใดคนบางกลุ่มถึงหวาดระแวงกลัวการฉีดวัคซีน

อันที่จริงแล้ว วัคซีนช่วยชีวิตคนไว้ได้เป็นจำนวนกว่าหลายล้านคนต่อปี เรื่องราวต่อไปนี้คือความเป็นมาของวัคซีน และสาเหตุที่ทำให้มันมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา วัคซีนช่วยรักษาชีวิตมนุษย์ไว้ได้ถึงหลายสิบล้านชีวิต แต่ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขในหลายประเทศกลับรายงานถึงแนวโน้มใหม่ที่ผู้คนเกิด "ความลังเลไม่แน่ใจที่จะรับวัคซีน" ซึ่งทำให้จำนวนผู้ปฏิเสธการฉีดวัคซีนมีเพิ่มมากขึ้น 

องค์การอนามัยโลกมีความวิตกกังวลต่อแนวโน้มดังกล่าวอย่างมาก ถึงกับระบุให้การปฏิเสธวัคซีนเป็น 1 ใน 10 ประเด็นที่เป็นภัยต่อสุขภาพของประชากรโลกประจำปีนี้

การค้นพบวัคซีนเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

ก่อนที่วัคซีนจะถือกำเนิดขึ้น โลกใบนี้คือสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายยิ่งกว่าทุกวันนี้มาก ผู้คนจำนวนหลายล้านตายลงทุกปีจากโรคภัยที่ปัจจุบันเราสามารถหาวิธีป้องกันได้แล้ว

ชาวจีนในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 10 คือคนกลุ่มแรกที่ค้นพบวิธีสร้างภูมิคุ้มกันโรคซึ่งคล้ายกับการให้วัคซีน วิธีนี้เรียกว่า variolation หมายถึงการให้คนที่มีสุขภาพดีรับเนื้อเยื่อหรือสะเก็ดแผลซึ่งเกิดจากโรคของผู้ป่วยเข้าร่างกาย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเอง

800 ปีต่อมา นายแพทย์เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ ชาวอังกฤษ สังเกตเห็นว่าหญิงคนงานรีดนมวัวมักติดเชื้อฝีดาษวัว (cowpox) อย่างอ่อน แต่แทบไม่เคยป่วยเป็นไข้ทรพิษ (smallpox) ที่รุนแรงถึงชีวิตเลยสักครั้ง 

ไข้ทรพิษหรือฝีดาษนั้นเป็นโรคติดเชื้อที่ติดต่อกันได้ง่าย ผู้ป่วยมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตสูงราว 30% ส่วนคนที่รอดชีวิตก็มักจะมีแผลเป็นทั่วร่างหรือตาบอด

เมื่อปี 1796 นายแพทย์เจนเนอร์ได้ทำการทดลองบางอย่างกับเด็กชายเจมส์ ฟิปส์ วัย 8 ขวบ โดยนำหนองจากแผลของผู้ป่วยฝีดาษวัวใส่เข้าไปใต้ผิวหนังของเด็กชายฟิปส์ ทำให้ในเวลาต่อมาหนูน้อยมีอาการของโรคฝีดาษวัวไปด้วย

แต่เมื่อเด็กชายฟิปส์หายจากโรคฝีดาษวัวแล้ว มีการนำเชื้อไข้ทรพิษที่รุนแรงเข้าสู่ร่างกายของเขาอีกครั้ง แต่คราวนี้ปรากฏว่าหนูน้อยไม่ล้มป่วยด้วยโรคติดต่อมรณะ ซึ่งแสดงว่าเชื้อฝีดาษวัวที่ได้รับไปก่อนหน้านี้ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเขา

ต่อมาในปี 1798 ผลการทดลองนี้ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่สู่วงวิชาการแพทย์ และเริ่มมีการเรียกชื่อวิธีสร้างภูมิคุ้มกันนี้ว่า "วัคซีน" ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำในภาษาละตินว่า vacca ที่หมายถึงวัว

ความสำเร็จของวัคซีน

วัคซีนช่วยบรรเทาและป้องกันความเสียหายใหญ่หลวง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นจากโรคหลายชนิดในช่วงศตวรรษที่แล้วได้เป็นอย่างมาก เช่นในอดีตก่อนทศวรรษ 1960 ที่มีการนำวัคซีนโรคหัดมาใช้เป็นครั้งแรก มีผู้คนทั่วโลกต้องล้มตายลงเพราะโรคนี้ถึงราว 2.6 ล้านคนต่อปี 


องค์การอนามัยโลกรายงานสภาพการณ์หลังการใช้วัคซีนโรคหัดด้วยว่า มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ลดลงถึง 80% ทั่วโลก ระหว่างปี 2000-2017 

ไม่กี่สิบปีที่แล้ว ผู้ป่วยโปลิโอหลายล้านคนอาจต้องเป็นอัมพาตหรือถึงกับเสียชีวิต แต่ทุกวันนี้โปลิโอแทบจะหมดสิ้นไปจากโลกเพราะการฉีดวัคซีน

ทำไมคนบางกลุ่มปฏิเสธการฉีดวัคซีน ?

ความระแวงสงสัยต่อวัคซีน มีมาตั้งแต่ช่วงที่วงการแพทย์เริ่มเผยแพร่การให้วัคซีนยุคใหม่แล้ว โดยก่อนหน้านี้ผู้คนต่อต้านการรับวัคซีนด้วยเหตุผลทางศาสนา หรือมีความเชื่อว่าวัคซีนคือสิ่งสกปรกปนเปื้อน บางคนมองว่าการบังคับฉีดวัคซีนละเมิดต่อเจตจำนงเสรีของมนุษย์

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เกิดขบวนการที่เป็นแนวร่วมต่อต้านการรับวัคซีนไปทั่วอังกฤษ โดยคนกลุ่มนี้ร่วมกันผลักดันให้ใช้วิธีอื่นในการป้องกันโรคระบาด เช่นการแยกและกักกันผู้ป่วย

เมื่อถึงทศวรรษ 1870 แนวร่วมต่อต้านวัคซีนกลุ่มแรกในสหรัฐฯ ก็ถือกำเนิดขึ้น หลังนายวิลเลียม เท็บบ์ นักเคลื่อนไหวชาวอังกฤษได้ไปเยือนสหรัฐฯ ไม่นานนัก

ส่วนนักเคลื่อนไหวผู้รณรงค์ต่อต้านวัคซีนคนสำคัญในปัจจุบัน ได้แก่นายแพทย์แอนดรูว์ เวกฟีลด์ ซึ่งอาศัยอยู่ที่กรุงลอนดอน โดยในปี 1998 เขาตีพิมพ์รายงานเท็จที่กล่าวหาว่า ภาวะออทิสติกและโรคทางเดินอาหารบางชนิด เกิดจากการที่เด็กรับวัคซีน MMR ซึ่งเป็นวัคซีนรวมที่ป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน และคางทูมไปพร้อมกัน 

แม้รายงานของนพ. เวกฟีลด์จะถูกเปิดเผยในเวลาต่อมาว่าไม่น่าเชื่อถือ ทั้งตัวเขายังถูกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพในสหราชอาณาจักรด้วย แต่ตัวเลขสถิติในเวลาต่อมากลับชี้ว่ามีเด็กเข้ารับการฉีดวัคซีนลดน้อยลง

ในปี 2004 เพียงปีเดียว มีเด็กที่ได้รับวัคซีน MMR ลดลงถึงหนึ่งแสนคนในสหราชอาณาจักร ซึ่งก็ส่งผลให้เกิดโรคหัดแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นหลังจากนั้น

เรื่องของวัคซีนยังถูกทำให้เป็นประเด็นทางการเมืองมากขึ้นด้วย เช่นนายมัตเตโอ ซัลวินี รัฐมนตรีมหาดไทยของอิตาลี ประกาศตัวอยู่ข้างเดียวกับฝ่ายต่อต้านการฉีดวัคซีน ส่วนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวหาอย่างเลื่อนลอยว่าวัคซีนทำให้เกิดภาวะออทิสติก แต่ภายหลังเขากลับคำพูดโดยเรียกร้องให้บรรดาพ่อแม่พาลูกไปฉีดวัคซีน

ผลการสำรวจระหว่างประเทศว่าด้วยทัศนคติต่อการฉีดวัคซีน ชี้ว่าคนส่วนใหญ่ในหลายประเทศยังคงมีความเชื่อมั่นและมองเรื่องการรับวัคซีนในทางบวก แต่ระดับความเชื่อถือในเรื่องนี้กลับต่ำสุดในภูมิภาคยุโรป โดยฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ผู้คนเชื่อมั่นว่าวัคซีนมีความปลอดภัยน้อยที่สุด

การต่อต้านวัคซีนทำให้เกิดความเสี่ยงอะไรบ้าง ?

เมื่อประชากรจำนวนมากได้รับวัคซีน มันจะช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ซึ่งเท่ากับเป็นการป้องกันให้แก่คนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน หรือคนที่ไม่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติไปด้วย สิ่งนี้เรียกว่า "ภูมิคุ้มกันหมู่" (herd immunity) ซึ่งหากพังทลายลงแล้วจะทำให้ประชากรในวงกว้างเสี่ยงต่อการติดโรคร้ายแรงอย่างสูง

สัดส่วนของประชากรที่จำเป็นต้องได้รับวัคซีนเพื่อรักษาภูมิคุ้มกันหมู่เอาไว้นั้น แตกต่างกันออกไปในแต่ละโรค เช่นกรณีของโรคหัดต้องมีจำนวนผู้ได้รับวัคซีนไม่ต่ำกว่า 95% ส่วนโปลิโอนั้นต้องไม่น้อยกว่า 80%

แพทย์อาวุโสผู้มีความเชี่ยวชาญระดับสูงที่สุดของอังกฤษกล่าวเตือนเมื่อปีที่แล้วว่า มีผู้คนที่หลงเชื่อข้อมูลเท็จเรื่องวัคซีนในสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมากเกินไป ส่วนนักวิจัยในสหรัฐฯก็ค้นพบว่า ตัวการเผยแพร่ข้อมูลเท็จที่สร้างความขัดแย้งขึ้นในโลกออนไลน์ก็คือ "บอต" หรือโปรแกรมอัตโนมัติคล้ายหุ่นยนต์ของรัสเซียนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของประชากรเด็กทั่วโลกที่ได้รับวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์ ถือว่ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยอยู่ที่ราว 85% ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ตามสถิติขององค์การอนามัยโลกซึ่งยืนยันด้วยว่าวัคซีนช่วยป้องกันการเสียชีวิตของผู้คนได้มากถึง 2-3 ล้านรายในแต่ละปี

ความท้าทายที่ใหญ่หลวงที่สุดในเรื่องของวัคซีน ยังคงเป็นการมีอัตราผู้ได้รับวัคซีนต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของประเทศที่เพิ่งผ่านสงครามและมีระบบการสาธารณสุขต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งรวมถึงอัฟกานิสถาน อังโกลา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก 

ส่วนกรณีการไม่ได้รับวัคซีนในประเทศที่พัฒนาแล้ว องค์การอนามัยโลกระบุว่า นอกจากความเข้าใจผิดที่ทำให้ต่อต้านวัคซีนดังที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีสาเหตุมาจากการเพิกเฉยปล่อยปละละเลยเป็นสำคัญด้วย ซึ่งดูเหมือนผู้คนบางส่วนจะหลงลืมไปแล้วว่า โรคภัยหลายชนิดทำอันตรายอะไรกับเราได้บ้าง


Last Updated ( อาทิตย์, 14 กรกฎาคม 2019 )
Nipah Virus scare over, says Kerala Health Minister Print
User Rating: / 0
News - News
พุธ, 19 มิถุนายน 2019

 indiaTV  Published on: June 15, 2019 16:15 IST 

After one positive case and over 300 suspects, the scare of the second attack of Nipah virus in Kerala is over, state Health Minister K.K. Shailaja told the media on Saturday.

"Even though the Nipah scare is over and there is no need for complete surveillance, the situation will be under observation till the middle of next month," Shailaja said.

On June 3, a 23-year-old college student, admitted to a private hospital in Ernakulam, tested positive for Nipah virus. Since then, the health authorities in the state have been on their toes to prevent the virus from spreading. And after almost two weeks, Shailaja finally gave the signal that the scare was over.After 12 deaths were reported last year in Kozhikode and Malappuram districts following a Nipah outbreak, experts had collected samples from bats. Now, fruit bats have been identified as the carriers of the deadly virus. 

 

The health department is now conducting studies to find out the reasons behind the second Nipah outbreak. 


ไขมันที่ว่าเลว ลดมากไป กลับเส้นเลือดแตกในสมอง Print
User Rating: / 0
Articles - Articles
จันทร์, 10 มิถุนายน 2019

เผยแพร่โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์  9 มิ.. 2562 

https://www.thairath.co.th/news/society/1587098



ได้รับเกียรติไปพูดในงานประชุมประจำปี 2019 ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ เป็นหัวข้อดีเบตว่าระดับไขมันไม่ดีต้องเอาให้ลดน้อยที่สุดทั้งนี้ โดยมีท่านศาสตราจารย์นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นฝ่ายสนับสนุน และหมอดื้อเป็นฝ่ายค้าน ผลที่ออกมาน่าชื่นใจในเรื่องการรับรู้ ความเข้าใจในเรื่องของไขมัน ประโยชน์ของยาลดไขมัน สาเหตุที่แท้จริงของเส้นเลือดตันไม่ใช่แต่เรื่องระดับไขมันอย่างเดียว และผลข้างเคียงของยาลดไขมันรวมกระทั่งถึงผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ถ้าลดระดับไขมันมากเกินไป


ในเรื่องไขมัน มีหมอหัวใจ หมอประจำบ้าน และจากสาขาอื่นๆ พบปะแลกเปลี่ยนความรู้กับอาจารย์หลายท่าน ถกเถียงข้อดี ข้อเสียต่างๆของ สแตติน ได้ความรู้และมุมมองที่ต่างกันออกไป


สร้างความชัดเจนว่า สแตตินนั้นเป็นยาที่ดีเมื่อจำเป็น แต่ต้องใช้ให้ถูก ดูผลดี ผลเสียให้รอบคอบ ย้ำว่าถึงจะตรวจเลือดออกมา ค่าตับ ค่าเอนไซม์กล้ามเนื้อปกติ ก็ยังต้องถามเรื่องปวดกล้ามเนื้อ


ถ้ามีต้องถามว่ามันรบกวนกับชีวิตคนไข้แค่ไหน จะเชื่อหรือไม่เชื่อว่าเป็นจากสแตตินหรือคิดเอาเองก็ตาม เพราะถ้าคนไข้ปวด คนไข้ก็จะหายากินเพื่อบรรเทาอาการ แล้วถ้าบังเอิญได้ยาจำพวก NSAIDs เมื่อกินต่อเนื่องเดี๋ยวจะซวยเป็นโรคกระเพาะ และผลข้างเคียงต่อหัวใจ และไตอีกด้วย (ถ้าใช้กัญชาค่อยมาว่ากันอีกที)

 


PDF Download

 

 

 

 

 

ปวดหัวใจในหญิง Print
User Rating: / 0
Articles - Articles
อังคาร, 19 กรกฎาคม 2016

เผยแพร่โดย ไทยรัฐออนไลน์  2 มิ.. 2562 

https://www.thairath.co.th/news/society/1581865

 

บทความนี้ไม่ได้พูดถึงสาวอกหัก แต่ต่อเนื่องจากหมอดื้อก่อนหน้าเรื่องความแตกต่างของเส้นเลือดตีบตันในชายและหญิงที่กล่าวถึงความเสี่ยงของโรคหัวใจระหว่างเพศซึ่งเริ่มต่างกันน้อยลง อาจเป็นเพราะวิถีชีวิตของทั้งสองเพศเหมือนกันมากขึ้นเรื่อยๆ แต่การที่ผู้หญิงใช้ยาลดไขมันสแตตินและยาต้านเกล็ดเลือดแอสไพรินน้อยกว่าผู้ชาย เลยพบอีกว่าผู้หญิงที่เป็นโรคหัวใจ จะมีโอกาสเสียชีวิตสูงกว่าชายที่เป็นโรคเดียวกัน


และยังเป็นเพราะว่ามักมีอาการที่ไม่เหมือน กับที่หมอเรียนมา (atypical symptoms) ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลที่มาโรงพยาบาลช้า และไม่สามารถวินิจฉัยได้โดยเร็วเพราะอาการไม่ได้ชี้ไปที่หัวใจ ตอนนั้นเราแนะนำว่าให้สนใจหัวใจผู้หญิงมากขึ้น


ในบทความนี้จะอยู่ในกรอบเดิมเรื่องหัวใจและก็ได้พูดถึงเรื่องโรคหัวใจในผู้หญิงซึ่งไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ฉับไว ถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีคำอธิบายชัดเจนว่าทำไมโรคหัวใจในผู้หญิงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยกลางคน ทั้งๆที่โรคหัวใจในผู้ชายก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น มาดูกันว่าผู้หญิงทำอะไรผิด บทความนี้สรุปเรียบเรียงมาจากบทความ “Myocardial Infarction in Young Women : An Unrecognized and Unexplained Epidemic” จากวารสาร Circulation เดือนกุมภาพันธ์ 2019


PDF Download

 

 

 

 

 

Last Updated ( พุธ, 12 มิถุนายน 2019 )
<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 136 - 150 of 5401