Home
Home
ไขมันที่ว่าเลว ลดมากไป กลับเส้นเลือดแตกในสมอง Print
User Rating: / 0
Articles - Articles
จันทร์, 10 มิถุนายน 2019

เผยแพร่โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์  9 มิ.. 2562 

https://www.thairath.co.th/news/society/1587098



ได้รับเกียรติไปพูดในงานประชุมประจำปี 2019 ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ เป็นหัวข้อดีเบตว่าระดับไขมันไม่ดีต้องเอาให้ลดน้อยที่สุดทั้งนี้ โดยมีท่านศาสตราจารย์นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นฝ่ายสนับสนุน และหมอดื้อเป็นฝ่ายค้าน ผลที่ออกมาน่าชื่นใจในเรื่องการรับรู้ ความเข้าใจในเรื่องของไขมัน ประโยชน์ของยาลดไขมัน สาเหตุที่แท้จริงของเส้นเลือดตันไม่ใช่แต่เรื่องระดับไขมันอย่างเดียว และผลข้างเคียงของยาลดไขมันรวมกระทั่งถึงผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ถ้าลดระดับไขมันมากเกินไป


ในเรื่องไขมัน มีหมอหัวใจ หมอประจำบ้าน และจากสาขาอื่นๆ พบปะแลกเปลี่ยนความรู้กับอาจารย์หลายท่าน ถกเถียงข้อดี ข้อเสียต่างๆของ สแตติน ได้ความรู้และมุมมองที่ต่างกันออกไป


สร้างความชัดเจนว่า สแตตินนั้นเป็นยาที่ดีเมื่อจำเป็น แต่ต้องใช้ให้ถูก ดูผลดี ผลเสียให้รอบคอบ ย้ำว่าถึงจะตรวจเลือดออกมา ค่าตับ ค่าเอนไซม์กล้ามเนื้อปกติ ก็ยังต้องถามเรื่องปวดกล้ามเนื้อ


ถ้ามีต้องถามว่ามันรบกวนกับชีวิตคนไข้แค่ไหน จะเชื่อหรือไม่เชื่อว่าเป็นจากสแตตินหรือคิดเอาเองก็ตาม เพราะถ้าคนไข้ปวด คนไข้ก็จะหายากินเพื่อบรรเทาอาการ แล้วถ้าบังเอิญได้ยาจำพวก NSAIDs เมื่อกินต่อเนื่องเดี๋ยวจะซวยเป็นโรคกระเพาะ และผลข้างเคียงต่อหัวใจ และไตอีกด้วย (ถ้าใช้กัญชาค่อยมาว่ากันอีกที)

 


PDF Download

 

 

 

 

 

ปวดหัวใจในหญิง Print
User Rating: / 0
Articles - Articles
อังคาร, 19 กรกฎาคม 2016

เผยแพร่โดย ไทยรัฐออนไลน์  2 มิ.. 2562 

https://www.thairath.co.th/news/society/1581865

 

บทความนี้ไม่ได้พูดถึงสาวอกหัก แต่ต่อเนื่องจากหมอดื้อก่อนหน้าเรื่องความแตกต่างของเส้นเลือดตีบตันในชายและหญิงที่กล่าวถึงความเสี่ยงของโรคหัวใจระหว่างเพศซึ่งเริ่มต่างกันน้อยลง อาจเป็นเพราะวิถีชีวิตของทั้งสองเพศเหมือนกันมากขึ้นเรื่อยๆ แต่การที่ผู้หญิงใช้ยาลดไขมันสแตตินและยาต้านเกล็ดเลือดแอสไพรินน้อยกว่าผู้ชาย เลยพบอีกว่าผู้หญิงที่เป็นโรคหัวใจ จะมีโอกาสเสียชีวิตสูงกว่าชายที่เป็นโรคเดียวกัน


และยังเป็นเพราะว่ามักมีอาการที่ไม่เหมือน กับที่หมอเรียนมา (atypical symptoms) ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลที่มาโรงพยาบาลช้า และไม่สามารถวินิจฉัยได้โดยเร็วเพราะอาการไม่ได้ชี้ไปที่หัวใจ ตอนนั้นเราแนะนำว่าให้สนใจหัวใจผู้หญิงมากขึ้น


ในบทความนี้จะอยู่ในกรอบเดิมเรื่องหัวใจและก็ได้พูดถึงเรื่องโรคหัวใจในผู้หญิงซึ่งไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ฉับไว ถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีคำอธิบายชัดเจนว่าทำไมโรคหัวใจในผู้หญิงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยกลางคน ทั้งๆที่โรคหัวใจในผู้ชายก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น มาดูกันว่าผู้หญิงทำอะไรผิด บทความนี้สรุปเรียบเรียงมาจากบทความ “Myocardial Infarction in Young Women : An Unrecognized and Unexplained Epidemic” จากวารสาร Circulation เดือนกุมภาพันธ์ 2019


PDF Download

 

 

 

 

 

Last Updated ( พุธ, 12 มิถุนายน 2019 )
India fears new outbreak of lethal Nipah virus Print
User Rating: / 0
News - News
อาทิตย์, 09 มิถุนายน 2019

 By Faiz Akthar, CNN


 

Updated 1351 GMT (2151 HKT) June 5, 2019


(CNN)India has put more than 300 people under surveillance after a 23-year-old man was diagnosed with the Nipah virus, a rare and often deadly disease.

Authorities in the southern Indian state of Kerala said Wednesday that they had identified 311 people who may have come in contact with the man and four other people displaying symptoms of the disease. All of them are under observation and have been told not to leave their homes. 

"No risks are being taken with respect to this and hence we are observing people who came into contact with the patient for even a short period of time," said Dr. V. Meenakshi, a senior state health official.


The disease has resurfaced a year after an outbreak killed 17 people. More than 230 people were tested during that outbreak, which caused widespread panic in the Northern Kerala region. 

However, this time state officials said they have quickly swung into action to isolate, observe and treat anyone who may have come into contact with the virus.

'Remain calm'

In a press conference on Tuesday, the Kerala State Health Minister K.K. Shailaja said that the 23-year-old man was in an isolation ward at a hospital in the Ernakulam district in Central Kerala and is currently in a stable condition.

She added that four other people, including two nurses who treated the patient, have been exhibiting signs of fever -- a symptom of the disease -- and were under strict observation. All four have been moved to an isolation ward but have not been officially diagnosed with the virus yet.

"I urge the people of Kerala to remain calm and to avoid panic," said Shailaja.

Nipah is a zoonotic virus, meaning it is transmitted from animals to humans and has a death rate of 40% to 75% for the infected. A Nipah infection can show zero symptoms, or it can cause fatal encephalitis (inflammation of the brain), with a range of possible wide spread complications.



Officials deposit a bat into a container after catching it inside a well at Changaroth in Kozhikode in the Indian state of Kerala on May 21, 2018.

The natural host is a particular family of bats, Pteropodidae, which can spread the severe disease to farm animals, including pigs. According to the CDC, "transmission of Nipah virus to humans may occur after direct contact with infected bats, infected pigs, or from other NiV infected people."

The first case in the 2018 outbreak was suspected to have been caused by fruit bats, which were discovered in an unused well at the home of the victim, according to the World Health Organization (WHO).

Initial symptoms of Nipah virus can include headaches and drowsiness, and patients can slip into a coma within days, according to the US Centers for Disease Control and Prevention. 


Other symptoms may include acute respiratory syndrome -- in which the lungs cannot get enough oxygen to the body -- and fatal encephalitis, an inflammation of the brain. 

The virus was first identified during a 1998-1999 outbreak in Malaysia, where nearly 300 people were infected and more than 100 died, according to the CDC. More than 1 million pigs were euthanized to halt the spread of the illness.


The virus was named after the village of Kampung Sungai Nipah in Malaysia, where pig farmers contracted the disease.

Only a few outbreaks have happened since then, including in India and Bangladesh, according to the WHO.

ญี่ปุ่นช่วยเหลือผู้สูงวัยสมองเสื่อมอย่างไร Print
User Rating: / 0
News - News
อังคาร, 21 พฤษภาคม 2019

BBC รายงาน วันที่ 20 พ.ค. 2019 

แต่ละปี มีผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมในญี่ปุ่นสูญหายหลายพันคน ในจำนวนนี้หลายร้อยคนไม่ถูกพบตัวอีกเลย เทคโนโลยีใหม่นี้จะช่วยให้พวกเขาปลอดภัย 

ป้ายติดเสื้อเหล่านี้ มีส่วนช่วย คนสมองเสื่อมที่หลงทางให้กลับบ้านได้อย่างปลอดภัย ญี่ปุ่นมีสัดส่วนประชากรสูงวัยจำนวนมาก มีคนสมองเสื่อมหลายพันคนหลงทางในแต่ละปี ในจำนวนนี้มีหลายร้อยคนที่หาตัวไม่พบอีกเลย

ในเมืองมัตซูโด รัฐบาลท้องถิ่นให้ป้ายที่มีคิวอาร์โค้ดเหล่านี้ แก่ผู้สูงอายุสมองเสื่อม เพื่อให้คนที่พบเห็นคนหลงทางใช้สมาร์ทโฟนอ่านรหัสนี้ และช่วยเหลือพวกเขาได้

แนวคิดนี้มาจาก ฮารูโอะ ฮิดากะ นักประดิษฐ์คนหนึ่ง จาก โตโฮ โฮลดิงส์ 

"หลังจากเห็นยายที่เลี้ยงผมมา ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม มันเป็นเหตุผลส่วนตัว ยายของผมซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว เป็นโรคสมองเสื่อม นั่นคือเหตุผลหลัก ส่วนรองลงมาคือ เมื่อ 4 ปีก่อน มีเรื่องเกิดขึ้นในเขตนากาโนของกรุงโตเกียว เมื่อผู้สูงอายุคนหนึ่งเสียชีวิต โดยไม่มีใครทราบ


คนเสียชีวิตโดยไม่มีใครรู้เป็นอีกปัญหาหนึ่ง ที่พวกเขากำลังรับมือในมัตซูโด 

หน่วยลาดตระเวนเหล่านี้ออกเยือนบ้านเรือนในชุมชนเป็นประจำ พวกเขาสืบค้นสัญญาณต่าง ที่บอกถึงความเป็นความตาย เช่น จดหมาย ที่สะสมอยู่ในกล่องรับจดหมาย

มานามิ โยชิอิ สายตรวจสีส้ม กล่าวว่า "ไม่ควรด่วนสรุป แต่ฉันคิดว่า คุณบอกได้ทันที บ้านอย่างบ้านหลังนี้ ไม่มีคนอยู่ คุณบอกได้ หลังจากมองแค่แว้บเดียว เมื่อเราออกลาดตระเวน เราจะมองหาบ้านที่ไม่มีคนอยู่ ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด อาจจะมีบางอย่างเกิดขึ้น ในบ้าน"

สายตรวจ ยังประกาศแจ้งบริการอื่น ด้วย สำหรับผู้สูงอายุ อย่างเช่น ร้านกาแฟชั่วคราว ซึ่งผู้สูงอายุสามารถออกไป รับประทานอาหารเที่ยง และนั่งคุยกันได้ 

อากิโตะ ไซโตะ จาก ออเรนจ์ เอไอ คาเฟ่ กล่าวว่า "สมัยนี้ คนรุ่นใหม่ และแม้แต่คนสูงอายุ ต่างก็มีสมาร์ทโฟน ดังนั้นจึงมีภาพลวงตาว่า เราทั้งผองต่างเชื่อมถึงกันผ่านเครือข่ายโซเชียล แต่ฉันคิดว่า ในฐานะมนุษย์ การเชื่อมต่อกันจริง ระหว่างคนเป็นเรื่องสำคัญ"

มัตซูโด อยู่ในแนวหน้าของการหาวิธีแก้ปัญหาประชากรสูงอายุ ทางออกที่พวกเขาพบในวันนี้ จะเป็นสิ่งที่ทั่วโลกต้องการ ในวันข้างหน้า

**หมายเหตุ เนื้อหานี้ถูกสร้างขึ้นจาก ความร่วมมือกันระหว่าง โนเบล มีเดีย เอบี และ บีบีซี 


WHO ประกาศให้ภาวะหมดไฟ เป็นอาการป่วยประเภทหนึ่ง Print
User Rating: / 0
News - News
อังคาร, 28 พฤษภาคม 2019

Voice TV ราบงาน วันที่  28 พ.ค. 2019

 

WHO ประกาศให้ภาวะหมดไฟในการทำงานเป็นโรคที่ควรได้รับการรักษา ขณะที่ประกาศให้การรักร่วมเพศไม่ใช่อาการเจ็บป่วยทางจิตใจอีกต่อไป

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้ 'ภาวะหมดไฟ' จากการทำงานเป็นอาการเจ็บป่วยประเภท International Classification of Diseases หรือ ICD-11 ซึ่ง WHO ระบุว่า 'ภาวะหมดไฟ' เป็นกลุ่มอาการของโรคที่เป็นผลมาจากความเครียดที่เกิดจากการทำงานที่ไม่สามารถจัดการได้

WHO นิยามอาการภาวะหมดไฟ มี 3 ระดับ คือ 1.มีรู้สึกหมดพลังหรือเหนื่อยล้า 2. มีความรู้สึกว่าจิตใจห่างเหินจากงานและมีทัศนคติลบต่องาน 3. มีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง อาการภาวะหมดไฟนั้น WHO ยังระบุว่าเป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากการทำงานเท่านั้น ไม่รวมถึงประสบการณ์จากด้านอื่นๆที่เกิดขึ้นในชีวิต

นอกจากนี้ WHO ยังได้ขึ้นทะเบียนพฤติกรรมการบังคับขู่เข็ญทางเพศให้เป็นโรคที่เกิดจากอาการทางจิต รวมไปถึงอาการติดเกม อาการติดยาเสพติดและการโกง ล้วนเป็นอาการป่วยประเภทหนึ่ง

ทั้งนี้ทาง WHO ได้ลบการเป็นกลุ่มคนรักร่วมเพศนั้นออกจากอาการป่วยทางด้านจิตใจ โดยให้เหตุผลว่า การรักร่วมเพศนั้นเกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขของสุขภาวทางเพศ ซึ่งก่อนหน้านี้ในปี 2012 สมาคมจิตวิทยาอเมริกันของสหรัฐฯ ได้ลบ อาการ 'เอกลักษณ์ทางเพศที่ผิดปกติ' (gender identity disorder) ออกจากบัญชีอาการป่วยทางจิต และได้บัญญัติ อาการ 'ความทุกข์ใจในเพศสภาพ' (gender dysphoria) แทน โดยอ้างอิงถึง อาการอารมณ์ความรู้สึกและการแสดงออกที่ไม่ตรงกับเพศสภาพร่างกาย


เห็บ หมัด ยุง พาหะนำเราก้าวสู่ “โรค” ใหม่ Print
User Rating: / 0
News - News
จันทร์, 06 พฤษภาคม 2019

Voice TV รายงานวันที่ 3 พค. 2019 

 

เตรียมบอกลาวันสบายๆ ในฤดูร้อน หลังผู้ป่วยด้วยโรคติดต่อจากยุง เห็บ หรือหมัด ในสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นเป็น 3 เท่า ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐบาลกลางรายงานว่า ตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา เกิดการค้นพบโรคใหม่แล้วอย่างน้อย 9 ชนิด

แม้ทางศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ Centers for Disease Control and Prevention - CDC) จะยังไม่ประกาศเตือนให้ประชาชนพักแผนผจญภัยกลางแจ้ง หรือเลื่อนทริปปาร์ตี้แคมป์ปิ้งนอนแกว่งเปลญวนกลางป่าออกไป แต่พวกเขาก็เน้นย้ำกับประชาชนเสมอว่า การป้องกันตัวเองจากการถูกแมลงสัตว์กัดต่อยเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะบรรดาเด็กๆ ที่ยังไม่รู้จักว่า อะไรคือเห็บ อะไรคือหมัด

กลุ่มโรคที่เกิดจากเห็บ (Tick-Borne Diseases) เป็นโรคติดต่อที่กำลังแพร่ระบาดรุนแรง ลักษณะคล้ายๆ ไวรัสฮาร์ทแลนด์ (Heartland) ที่พบเห็นได้ในทวีปยุโรป และสหรัฐฯ บางเคสอาจดูใกล้เคียงกับโรคไลม์ (Lyme) หรือการติดเชื้ออื่นๆ ที่เติบโตในดินแดนแวดล้อมด้วยน้ำอย่างเปอร์โตรีโก ซึ่งต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากยุงที่เป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออก และซิกา (Zika) โดยผลการศึกษาที่เผยแพร่ผ่านรายงานอัตราการป่วย และการเสียชีวิตประจำสัปดาห์ของศูนย์ควบคุมโรคฯ ระบุว่า สภาพอากาศที่ร้อนขึ้นเป็นต้นเหตุสำคัญของการแพร่ระบาดโรค


อย่างไรก็ตาม ด็อกเตอร์ ไลล์ อาร์. ปีเตอร์เสน (Dr. Lyle R. Petersen) ผู้อำนวยการแผนกโรคติด ต่อ ที่ มี แมลง เป็น พาหะ กลับไม่ต้องการเชื่อมโยงปริมาณผู้ป่วยที่เพิ่มสูงขึ้นไปสู่เป็นประเด็นทางการเมืองเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะโลกร้อน เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากที่ส่งผลต่อการเกิดโรคอุบัติใหม่ เช่น การท่องเที่ยวข้ามทวีปที่เพิ่มขึ้น และการขาดวัคซีน

ด้านเจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมโรคฯ ต้องเรียกร้องให้มีการสนับสนุนหน่วยงานสาธารณะสุขของรัฐ และท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น 'หน่วยงานท้องถิ่นถือเป็นด่านแรกของการป้องกัน' ด็อกเตอร์ โรเบิร์ต เรดฟิลด์ (Dr. Robert Redfield) ผู้อำนวยการคนใหม่ของศูนย์ควบคุมโรคฯ กล่าว หลังจากต้องเผชิญกับการตัดงบประมาณจากรัฐบาลทรัมป์

ล่าสุด การสำรวจของหน่วยควบคุมยุงพบว่า 84 เปอร์เซ็นต์ ต้องการความช่วยเหลือพื้นฐาน เช่น การตรวจตราเฝ้าระวัง และการทดสอบความต้านทานของสารกำจัดศัตรูพืช

ระหว่างปี 2004-2016 รายงานของศูนย์ควบคุมโรคฯ ระบุว่า คนอเมริกัน 643,000 ราย เจ็บป่วยจากแมลง 16 ชนิด เริ่มต้นจาก 27,000 รายในปี 2004 และพุ่งขึ้นเป็น 96,000 รายในปี 2016 ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ตัวเลขของอัตราการป่วยอาจสูงกว่าที่ปรากฎในรายงาน เช่น ทางศูนย์ควบคุมโรคฯ ประมาณการว่า ทุกปีมีคนอเมริกัน 300,000 รายป่วยเป็นโรคไลม์ แต่มีเพียงแค่ 35,000 รายเท่านั้นที่เข้ารับการรักษา ผ่านการวินิจฉัย และเขียนเป็นรายงานออกมา

นั่นแสดงให้เห็นว่า การศึกษาไม่เจาะลึกถึงสาเหตุการเพิ่มขึ้น และด็อกเตอร์ปีเตอร์เสนให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สาเหตุของโรคติดต่อจากแมลงอาจเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น ช่วงรอยต่อของ 2 ฤดู ที่ทำให้เห็บเจริญเติบโตรวดเร็ว หรือฤดูร้อนที่มักเกิดโรคติดต่อจากยุง บวกกับปัจจัยร่วมอื่นๆ อย่างการเดินทางของมนุษย์ การปลูกป่าชานเมือง และการขาดแคลนวัคซีนชนิดใหม่ๆ มาช่วยหยุดการระบาด

ปัจจุบัน ผู้คนจำนวนมากท่องเที่ยวด้วยการนั่งเครื่องบินออกจากพื้นที่เขตร้อน และมันหมายถึงไวรัสโรคไข้เลือดออก หรือซิกา กำลังเคลื่อนที่ด้วยรวดเร็ว และระยะทางไกล อยู่ภายในเลือดมนุษย์ เช่นเดียวกับโรคมาลาเรีย และไข้เหลือง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า มันเดินทางมาจากทวีปยุโรปสู่การแพร่ระบาดบนโลกใหม่ในอเมริกาด้วยเรือขนทาส เมื่อ 3 ศตวรรษก่อน

นอกจากนั้น ด็อกเตอร์ปีเตอร์เสนยังระบุว่า ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ ชิคุนกุนยา (Chikungunya) ไวรัสชนิดหนึ่งที่ยุงเป็นพาหะทำให้เกิดอาการปวดข้อรุนแรง และช่วงปลายปี 2013 ชิคุนกุนยาเดินทางเข้าสู่เกาะเซนต์มาร์ตินแถบทะเลแคริบเบียนเป็นครั้งแรก ต่อมาเพียง 1 ปี มันก็แพร่กระจายตัวไปทั่วประเทศ จนเกิดผู้ป่วยหลายแสนราย ก่อนความชุกจะก้าวกระโดดเข้าสู่ดินแดนยุโรป อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ยกเว้นแค่แคนาดา ชิลี เปรู และโบลิเวีย

ส่วนโรคที่เห็บเป็นพาหะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อัปเปอร์มิดเวสต์ และแคลิฟอร์เนีย โดยเห็บแพร่กระจายโรคไลม์ (Lyme) โรคอะนาพลาสโมซิส (Anaplasmosis) โรคบาบีซิโอซิส (Babesiosis) โรคไข้พุพองเทือกเขาร็อกกี (Rocky Mountain spotted fever) โรคไข้กระต่าย (Rabbit Fever) และการติดเชื้อไวรัสโปวาสสัน (Powassan)

โรคส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับยุงแพร่ระบาดหนักในปี 2004 ที่เปอร์โตริโก หมู่เกาะเวอร์จิน และอเมริกันซามัว แต่ความจริงเชื้อไวรัสเวสต์ไนล์ (West Nile) มาเยือนตั้งแต่ปี 1999 แล้ว ทว่าทุกอย่างดูเหมือนไม่สามารถคาดเดาการแพร่ระบาดได้อีกต่อไป เพราะเมืองแดลลัสในปี 2012 ก็เคยเผชิญการระบาดรุนแรงของไวรัสเวสต์ไนล์ที่ยุงเป็นพาหะนำโรค จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และนายกเทศมนตรีต้องประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับท้องถิ่น

ข่าวร้ายคือ โรคติด ต่อ ที่ มี แมลง เป็น พาหะส่วนใหญ่ มันยังไม่มีวัคซีน และหนทางการรักษา ดังนั้น วิธีเดียวที่จะต่อสู้คือ การควบคุม และกำจัดยุง ซึ่งต้องยอมรับว่า มันราคาสูง และหยุดการระบาดได้ไม่ดีนัก เช่น เมืองไมอามี นับเป็นเมืองเดียวในซีกโลกตะวันตกที่หยุดการระบาดของซิกาได้ด้วยสารกำจัดศัตรูพืช

ขณะที่ตามรายงานของศูนย์ควบคุมโรคฯ มีเพียงโรคเดียวเกิดจากหมัดคือ กาฬโรค (Plague) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเยอร์ซีเนีย เพสติส (Yersinia Pestis) โดยระหว่างปี 2004-2016 รายงานเคสผู้ป่วยจากกาฬโรคปรากฎให้เห็นประมาณ 17 ราย ส่วนใหญ่เกิดในภาคตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งการติดเชื้อสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยาปฏิชีวนะ

ด็อกเตอร์ นิโคลาส วัตต์ส (Dr.Nicholas Watts) ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพโลก จากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน และเป็นผู้ร่วมเขียนรายงานชิ้นสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสุขภาพประจำปี 2017 กล่าวว่า

สภาพอากาศร้อนขึ้นเป็นตัวแพร่กระจายโรคในหลายประเทศ ไม่ใช่แค่สหรัฐอเมริกาเท่านั้น

ในอังกฤษ โรคจากเห็บกำลังขยายตัวตามตามช่วงฤดูร้อนที่นานขึ้น และโรคมาลาเรียพบบ่อยมากทางตอนเหนือของประเทศออสเตรเลีย

ด้านพอล รอยเตอร์ (Paul Reiter) นักกีฏวิทยาทางการแพทย์ จากสถาบันปาสเตอร์ (Pasteur Institute) เถียงนักสิ่งแวดล้อมบางคนพูดเกินจริงเรื่องโรคภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะระหว่างปี 2004-2017 เป็นช่วงเวลาที่เขาอธิบายว่าภาวะโลกร้อนหยุดชั่วคราวแม้แนวคิดดังกล่าวจะเกิดข้อโต้แย้งจากผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็ตาม

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า โรคไลม์ทำให้บรรดาคณะแพทย์เริ่มตั้งข้อสงสัยว่า เกิดจากเห็บกัดผู้ป่วยเป็นไข้ ทางห้องปฏิบัติการจึงเริ่มมองหาเชื้อโรคต่างๆ ในตัวอย่างเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่ไม่มีโรคไลม์ ซึ่งอาจนำไปสู่การค้นพบโรคใหม่ที่ไม่เคยทราบมาก่อนหน้านี้

ที่มา : The New York Times


กัญชง กัญชา กับฤทธิ์กันชักโรคลมบ้าหมู (1) Print
User Rating: / 0
Articles - Articles
จันทร์, 04 กรกฎาคม 2016

เผยแพร่โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์  19 .. 2562 https://www.thairath.co.th/news/society/1570550 

 

 

เป็นเรื่องร้อนของบ้านเราเลยมีแต่คนอยากปลูก อยากใช้ฉะนั้นเลยเอาบทความมาแปลและเรียบเรียงโดย นพ.ภาสิน เหมะจุฑา ให้อ่านว่า Cannabidiol (CBD) ใช้ในลมชักอย่างไร และต้องระวังอะไรบ้าง บทความนี้ลงใน Pediatric pharmacology 2018ชื่อ ‘Cannabidiol Use in Refractory Epilepsy’ จาก Dr.Marcia Buck นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญทางด้านการใช้ยาในเด็กจากอเมริกา

 

CBD นี้เป็นสารธรรมชาติที่มาจากกัญชาโดยเฉพาะสายพันธุ์ชาติว่า (Cannabis sativa) โดยได้รับการสกัดครั้งแรกตั้งแต่ปี1963โดยนาย Mechoulam และ Shvo หลังจากนั้นอีก 15ปีก็ได้ตีพิมพ์ฤทธิ์ของ CBD ในการช่วยควบคุมโรคลมชัก เรารู้กันตั้งแต่ปี 1978แล้วนะครับ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร CBD นั้นต่างจาก Tetrahydrocannabinol (THC) อย่างมาก กลไกในการออกฤทธิ์ในร่างกายก็ต่างกัน

 

 

โดย CBD มันมีสัมพรรคภาพ (affinity) กับตัวจับสัญญาณกัญชา cannabinoid receptors (CB1และ CB2) ต่ำมาก ตัวจับสัญญาณสองตัวนี้เป็นตัวที่ THC จับได้อย่างดีและเป็นส่วนทำให้เสพติดและเกิดการมึนเมา นอกจาก CBD จะไม่จับตัวจับสัญญาณแล้วมันยังไปลดการส่งสัญญาณของCB1อีก ผลลัพธ์ก็คือสมองจะสั่งการให้เพิ่มการปล่อยGABA ซึ่งเป็นสารกดระบบไฟฟ้าของสมองและน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยคุมโรคลมชัก ลดการกระวนกระวายและช่วยลดปวดอีกด้วย (อาจจะเพราะมีฤทธิ์ที่ 5-HT1A, TRPV1และ A2AAR ด้วย)

PDF Download

 

 

 

 

 

Last Updated ( พุธ, 12 มิถุนายน 2019 )
กัญชง กัญชา กับยาอื่น Print
User Rating: / 0
Articles - Articles
จันทร์, 13 พฤษภาคม 2019

เผยแพร่โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์  12 .. 2562 https://www.thairath.co.th/news/local/1565386


โดย หมอดื้อ


เป็นอีกหนึ่งในบทความกัญชา เจาะจงถึงร่างกายมนุษย์ การใช้กัญชาในคนไข้มีโรคซับซ้อนและรับประทานยาอยู่หลายตัว ว่าถ้าใช้กัญชาจะปลอดภัยไหม บทความนี้นำข้อมูลมาจาก Department Of Health, USA และจากบทวิจัยของ MacCallum and Russo, 2018 ‘Practical considerations in medical cannabis administration and dosing’


ตัวรับสัญญาณหลักในร่างกายของเราคือคานาบินอยด์ (Cannabinoid, CB) มี 2 ประเภท ตัวรับสัญญาณนี้ไม่ได้พบแค่ในสมองแต่ยังพบในส่วนอื่นของร่างกายด้วย ซึ่งอธิบายฤทธิ์อื่นๆ เช่น การต้านการอักเสบในร่างกายอีกด้วย โดย CB1 นั้นจะอยู่ในสมอง (Cortex, nucleus accumbens, basal ganglia, hypothalamus, cerebellum, hippocampus, amygdala and spinal cord), ปอด, เส้นเลือด, กล้ามเนื้อ, ทางเดินอาหาร, ไขมันและ อวัยวะเพศ ส่วนอวัยวะที่มีทั้ง CB1 และ CB2 ประกอบด้วยก้านสมอง ระบบภูมิคุ้มกัน ตับ ไขกระดูก และตับอ่อน


ส่วน CB2 เดี่ยวๆ อยู่ในเซลล์เกลีย (Glial cell) ของสมอง ตัวจับสัญญาณสองตัวนี้จะเป็นตัวที่ THC จับได้อย่างดี ตรงกันข้ามกับ CBD โดยมันมีสัมพรรคภาพ (affinity) กับตัวจับสัญญาณกัญชา cannabinoid receptors (CB1 และ CB2) ต่ำมาก เรื่องรายละเอียดระหว่าง THC และ CBD อ่านได้ในบทความหมอดื้อเรื่องกัญชา


PDF Download

 

 

 

 

 

ความปลอดภัยในความอันตรายของกัญชา Print
User Rating: / 0
Articles - Articles
จันทร์, 06 พฤษภาคม 2019

เผยแพร่โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 .. 2562 

https://www.thairath.co.th/news/society/1560391

 

โดย หมอดื้อ


ใกล้แล้วกับการใช้กัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทย เรามาดูในอเมริกากันหน่อยในรัฐโคโลราโดที่ให้กัญชาถูกกฎหมายเพื่อการแพทย์ตั้งแต่ปี 2009 และเปิดกว้างเพื่อความเพลิดเพลินในปี 2014


หมายความว่า ใครจะใช้ก็ได้เช่นเดียวกันกับในอัมสเตอร์ดัม ที่มีคาเฟ่กัญชากันทั่วเมืองคล้ายกับร้านกาแฟหอมๆในบ้านเรา


แน่นอนว่าพอเปิดเสรีก็มีการใช้กัญชามากขึ้น พอมีการใช้มากขึ้นก็เกิดผลข้างเคียงมากขึ้น จนส่งผลให้เข้าโรงพยาบาลกันมากขึ้นอาจเพราะความไม่คุ้นกับการใช้บ้าง ส่งผลให้ตื่นตระหนกเวลารู้สึกถึงผลข้างเคียงมีประเทศที่เปิดกว้างเช่นนี้อีกหลายประเทศ เช่น แคนาดา อุรุกวัย และสเปน แต่ที่นำรัฐโคโลราโดขึ้นมาพูดเพราะล่าสุดได้ออกบทการศึกษาแบบย้อนหลัง (Retrospective study) เพื่อที่จะดูว่าหลังจากกัญชาถูกกฎหมายแล้วมีผลยังไงกับการมาใช้ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล UCHealth ขนาดเทียบๆกับโรงพยาบาลจังหวัดขนาดใหญ่ในประเทศเราและมีการรับคนไข้มาใช้บริการห้องฉุกเฉินมากกว่าหนึ่งแสนคนต่อปี ได้มีการค้นหาประวัติคนไข้ที่เข้ารับการรักษาเพราะว่าผลจากการใช้กัญชาและเปรียบเทียบการใช้ระหว่างสูบและกินระหว่างปี 2012 ถึง 2016 เป็นเวลา 5 ปีด้วยกัน พบว่ามีการเข้าใช้บริการห้องฉุกเฉินเพราะผลของกัญชาเมื่อเทียบกับก่อนจะถูกกฎหมายเพิ่มขึ้นถึงสามเท่า

 


PDF Download

 

 

 

 

 

<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 1 - 15 of 5259