Home
Home
พาราควอต (ตอนที่ 1) Print
User Rating: / 0
Articles - Articles
อังคาร, 14 มกราคม 2020
p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 16.1px 0.0px; line-height: 28.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 16.0px} p.p3 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p4 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; text-align: center; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 16.0px} p.p5 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p6 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; text-align: center; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} span.s1 {font-kerning: none} span.s2 {font: 14.0px Arial; font-kerning: none} span.s3 {font: 14.0px Thonburi; font-kerning: none}

ไทยรัฐออนไลน์ รายงาน วันที่ 12 .. 63

 


ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ และหลักฐานเชิงประจักษ์ ของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด มีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม : พาราควอต (ตอนที่ 1)

รายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร ข้อมูลทางวิชาการ : เหตุผลสนับสนุนการยกเลิกพาราควอต

พาราควอตและการใช้งานทางการเกษตร

พาราควอต (Paraquat) หรือที่รู้จักกันในชื่อการค้าว่า กรัมม็อกโซน (Gra-moxone) เป็นสารกำจัดวัชพืชที่อยู่ในกลุ่มสารประกอบ Bipyridynium มีชื่อทางเคมีว่า 1, 1-dimethyl-4, 4- bipyridinium โดยทั่วไปสารพาราควอตจะอยู่ในรูปเกลือไดคลอไรด์ (dichloride salt) ซึ่งเป็นสาร ประกอบที่สามารถละลายน้ำได้ดี (Eisler, 1990)


สารพาราควอตเป็นสารควบคุมวัชพืชใช้กันอย่างแพร่หลาย เป็นสารเคมีกำจัดวัชพืชที่อยู่ในกลุ่มแบบไม่เลือกทำลาย (nonselective herbicide) ซึ่งสามารถทำลายพืชทุกชนิดที่สัมผัสและทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ (Contacts-membrane disrupters) (ทศพล, 2545) นิยมใช้ในการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจหลายชนิดในประเทศไทย ได้แก่ ข้าวโพด อ้อย ยางพารา มันสำปะหลัง เป็นต้น

การใช้สารพาราควอตในพื้นที่การเกษตรเป็นระยะเวลานานมากกว่า 30 ปี ส่งผลให้เกิดการตกค้างของพาราควอตสู่สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการตกค้างในดิน ซึ่งพบว่าค่าครึ่งชีวิตของพารา-ควอตในดินอยู่ในช่วง 16 เดือน (ในห้องปฏิบัติการ) ถึง 13 ปี (ในธรรมชาติ) (Rao and Davidson, 1980) สารพาราควอตที่ตกค้างในดินในปริมาณมาก จะถูกชะล้างไปสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ น้ำใต้ดิน และตกค้างอยู่ในสิ่งมีชีวิตได้

ความเป็นพิษของพาราควอต

 

องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของประเทศสหรัฐอเมริกา (United States Environmental Protection Agency; U.S. EPA) ได้ระบุค่า LD50 ในมนุษย์ เท่ากับ 3-5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว (U.S. EPA., 2013) ซึ่งต่ำกว่าค่า LD50 ในหนูทดลอง 30-50 เท่า และ U.S. EPA ได้ระบุไว้บนหน้าเว็บไซต์ว่าพาราควอตมีพิษสูงต่อมนุษย์ แค่จิบหนึ่งก็ถึงแก่ชีวิตได้ โดยไม่มียาถอนพิษ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานวิจัยที่พบว่าอัตราการตาย (fatality) ของผู้ป่วยที่ได้สัมผัสสารพาราควอตมีอัตราตายมากกว่าผู้ป่วยที่ได้รับสารที่อยู่ในคลาส IB (มีพิษเฉียบพลันสูง)

เช่น สารเมโทมิล 3 เท่า และคาร์โบฟูราน 42.7 เท่า (Andrew et al., 2010) โดยทั้งสองสารนี้ ประเทศไทยไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียน แม้ว่าองค์การอนามัยโลก (World Health Organization; WHO) จะจัดให้พาราควอต เป็นสารอันตรายปานกลาง (Moderately hazardous) แต่ได้มีหมายเหตุประกอบว่า “Paraquat has serious delayed effects if absorbed. It is of relatively low hazard in normal use but may be fatal if the concentrated product is taken by mouth or spread on the skin” (WHO, 2009)

ทั้งนี้ มี 25 ประเทศที่ยกเลิกการใช้พารา-ควอตจาก 53 ประเทศ ให้เหตุผลว่าเป็นสารที่มีพิษเฉียบพลันสูง เช่น สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ กัมพูชา เป็นต้น

กลไกการเกิดพิษของพาราควอตเมื่อเข้าสู่ร่างกาย พาราควอตจะกระตุ้นให้เกิดการสร้าง superoxide anion ที่นำไปสู่การสร้างสารอนุมูลอิสระจำนวนมาก นำไปสู่การทำลาย NADPH ซึ่งเป็นสารตั้งต้นที่สำคัญของกระบวนการเมตาบอลิซึมของทั้งร่างกาย ทำให้เกิดภาวะเครียดเชิงเผาผลาญ (oxidative stress) อย่างรุนแรง (Suntres, 2002) ซึ่งจะทำให้สารอนุมูลอิสระเหล่านี้ทำลายโครงสร้างต่างๆภายในเซลล์

 

รวมทั้งไมโตรคอนเดรียซึ่งมีหน้าที่สร้างพลังงานให้กับเซลล์ และควบคุมการทำงานของนิวเคลียสทำลายสารพันธุกรรม ทำให้กลไกการซ่อมแซมทางพันธุ-กรรมเสียหาย ส่งผลทำให้เซลล์ตายและทำหน้าที่ผิดปกติไป (Jang et al., 2015; Seo et al., 2014; Weidauer et al., 2004)

พาราควอตและโรคพาร์กินสันแม้ว่าโมเลกุลของพาราควอตมีประจุ ซึ่งตามทฤษฎีแล้วจะซึมผ่านผนังเซลล์ไม่ได้ แต่มีรายงานที่ชี้ให้เห็นว่า พาราควอตเข้าสู่สมองผ่านเยื่อกั้นสมอง (blood-brain-barrier; BBB) และเข้าสู่เซลล์โดปามีน โดยผ่านทางตัวนำส่ง (transporter) ต่างๆ ได้แก่ Dopamine transporter (DAT) system (Rappold et al., 2011) Neutral amino acid transporter system (Chanyachukul et al., 2004; McCormack et al., 2003; Shimizu et al., 2001) Organic cation transporter (Rappold et al., 2011) และ Choline-uptake system (Vilas-Boas et al., 2014)

และมีการรายงานการค้นพบกลไกที่พาราควอตทำลายเซลล์ประสาท จากการสร้างอนุมูลอิสระพิษ (free radical) มากขึ้น (Colleen et al., 2017)

แม้ว่าสำนักงานการจัดการศัตรูพืชและยารักษาสัตว์แห่งออสเตรเลีย (Australian Pesticides and Veterinary Medicines Au-thority; APVMA, 2016) ได้ทบทวนข้อมูลและสรุปว่า MPTP เมื่อเข้าสู่เซลล์ประสาทจะมีกลไกที่ไปรบกวนกระบวนการ oxida-tive phosphory-lation แต่พาราควอตจะเข้าไปที่ cytoplasm จึงไม่เกิดกระบวนการดังกล่าว แต่งานวิจัยของ Martinez และ Greenamyre พบว่าพาราควอตสามารถเข้าสู่เซลล์ประสาทโดปามีน และรับอิเล็กตรอนจาก complex I (c I) และทำหน้าที่เป็น redox cycler ในการทำให้เกิดภาวะเครียดออกซิเดชัน ส่งผลให้เกิด mitochondrial dysfunction และการตายของเซลล์ประสาทโดปามีนได้ เช่นเดียวกันกับ MPP+ (เปลี่ยนรูปมาจาก MPTP) และ rotenone

ดังนั้น จากกลไกข้างต้นแสดงให้เห็นว่าพาราควอตสามารถเข้าสู่ เซลล์ประสาทโดปามีน ทำให้เกิด oxidative phosphorylation และ mitochondrial dysfunction ที่นำไปสู่การตายของเซลล์ประสาทโดปามีนเช่นเดียวกันกับ MPTP (Martinez et al., 2012)

 

จากการสังเคราะห์งานวิจัยทั้งหมดอย่างเป็นระบบ (metaanalysis) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Neurology รวบรวมงานวิจัยจากการศึกษาทั้งแบบ cohort และ case-control จำนวนทั้งหมด 104 เรื่อง ยืนยันการสัมผัสสารพาราควอตมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคพาร์กินสัน (Gianni & Emanuele, 2013) อีกทั้งมีงานวิจัยทางระบาดวิทยาในหลายประเทศที่ชี้ให้เห็นว่าพาราควอตเพิ่มโอกาสการเป็นพาร์กินสัน 67-470% (Liou et al., 1997; Firestone et al., 2005; Tanner et al., 2009)

ในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปได้ใช้เหตุผลพาราควอตทำให้เกิดโรคพาร์กินสันเป็นเหตุผลประกอบการยกเลิกการใช้ และรวมถึงประเทศที่จำกัดการใช้ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นอกจากนี้ สมาคมพาร์กินสันเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกสารพาราควอตโดยเร็ว.

หมอดื้อ

สุขภาพหรรษา : เหล้าขาวระบาดและหนทางอยู่รอด ตอน 2 Print
User Rating: / 0
Articles - Articles
อังคาร, 07 มกราคม 2020
p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 16.1px 0.0px; line-height: 28.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p3 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; text-align: center; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 16.0px} p.p4 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 16.0px} p.p5 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; text-align: center; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} span.s1 {font-kerning: none} span.s2 {font: 14.0px Arial; font-kerning: none}

ไทยรัฐออนไลน์ รายงาน วันที่ 5 .. 63

นโยบายรัฐบาลที่ดูจะได้รับความสนใจ

อย่างมาก ที่ให้ไปลงทะเบียนรับเงินไปใช้ คุ้นๆไหม แบบนี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปลี่ยนแผนและเอาเงินภาษีเหล้าบุหรี่มาจัดตั้งโครงการเลิกเหล้า เงินมา ชีวิตเปลี่ยน แบบนี้ดีไหม ทำทั่วประเทศเริ่มจากเชิญชวนคนที่มีประวัติติดเหล้า และกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น คนงานก่อสร้างมาลงทะเบียน...

คนที่ยังเลิกไม่ได้ก็ให้เข้ามาในระบบเพื่อเพิ่มโอกาสเลิกเหล้า

เมื่อเลิกได้แล้วก็มีการตรวจดูจากลมหายใจเป็นระยะ ถ้าเลิกได้สำเร็จก็มีรางวัลต่อเนื่องเป็นเงินไปเลย ร่วมกับการให้ความรู้การดูแลสุขภาพในทุกๆด้าน ถือโอกาสทำให้การดื่มเหล้าสูบบุหรี่โดยไม่มีความรับผิดชอบเป็นที่รังเกียจของสังคมเสียที


ส่วนคนที่ติดเหล้างอมแงมแต่กลับใจจะเลิกน่าเห็นใจเพราะถ้าไม่มียาช่วยหรือคำแนะนำในการลดเหล้าแบบไม่หักดิบมักจะเลิกยาก เพราะเจอปัญหาเมื่อพยายามเลิกพบว่าเกิดอาการลงแดง ซึ่งอธิบายได้จากกลไก

การออกฤทธิ์ของเหล้าไปกระตุ้นตัวรับสัญญาณกาบ้า (GABA) ซึ่งมีผลกดประสาททำให้ง่วงและขาดสติ

และเมื่อมีการกระตุ้นติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ระบบเคมีกาบ้า (GABAergic system) จะปรับตัว โดยการสร้างสมดุล ใหม่ แต่เมื่อมีการหยุดเหล้าเฉียบพลันสมดุลจึงหายไป และเกิดการกระตุ้นระบบต่างๆในสมองอย่างไม่มีการควบคุม ไม่สบายตัวจึงกลับไปดื่มต่อ

ส่วนในคนที่มีอาการเยอะ หลังหยุดดื่ม6-12 ชั่วโมง บ่อยครั้งจะนอนไม่หลับ มือสั่น กระวนกระวาย ท้องปั่นป่วน คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อแตก แต่จะไม่จบแค่นั้น พอ 12-24 ชั่วโมง ก็จะเห็นภาพหลอน หูแว่ว มีแมลงคลานตามผิวหนัง พอ 24 ชั่วโมงอาจหนักถึงขั้นชักเกร็งกระตุก สุดท้าย 48-72 ชั่วโมงจะเป็นช่วงเหลี่ยม (delirium tremens) คงจะเป็นไปไม่ได้แต่เป็นช่วงที่อยากจะให้มีการถ่ายวิดีโอให้คนไข้ดูความน่าสมเพชของตนเองจริงๆ จะได้ไม่อยากกลับไปดื่ม เพราะจะเป็นช่วงที่มีภาพหลอนหนัก ไข้ขึ้น หัวใจเต้นเร็ว ความดันขึ้น เหงื่อแตก เพราะระบบประสาทอัตโนมัติ (autonomic nervous system) มันรวนมาก และเป็นช่วงอันตรายมาก

 

อาการสามารถเป็นได้ถึง 5 วันหรือมากกว่า ทั้งนี้ ถ้าเจออาการเหล่านี้แต่ไม่ได้มีประวัติดื่มเหล้าเป็นเวลานาน หรือประวัติหยุดเหล้าชัดเจนอาจจำเป็นต้องหาสาเหตุอื่นพร้อมๆกันไปด้วย เพราะไข้และสับสนอาจหมายถึงติดเชื้อในสมองก็เป็นได้ หรืออาจจะเป็นจากยาเสพติดประเภทอื่นจำพวก stimulant เช่น โคเคนหรือแอมเฟตามีนก็เป็นได้ อาการแบบนี้ไม่ใช่จากกัญชาไม่ต้องส่งตรวจหา

นอกจากนั้นก็อย่าลืมตรวจระบบอื่นๆ ที่จะเป็นได้ในคนไข้ที่ดื่มเหล้าอย่างที่กล่าวไว้ในขั้นต้น เพราะคนไข้อาจหยุดเหล้าเพราะรู้สึกป่วยก็ได้ เช่น อาจจะมีหัวใจล้มเหลวจากขาดวิตามินบี 1 เรื้อรังจึงหายใจไม่ค่อยออก พอหยุดเหล้าเลยลงแดง

เมื่อค่อนข้างแน่ใจแล้วว่านี่ลงแดงจากเหล้า ยาหลักที่หมอเลือกใช้มีอยู่แค่สองกลุ่ม คือ กลุ่ม benzodiazepine เช่น ไดเอซีแปม (diazepam) เพราะไปช่วยให้ตัวรับสัญญาณที่เหลืออยู่สามารถทำงานได้ดี และตัว diazepam เองออกฤทธิ์ได้นานกว่ายาอื่นในกลุ่มเดียวกัน ตัวนี้ถือว่าดีที่สุดในคนที่มีอาการลงแดงรุนแรงและต้องนอนโรงพยาบาล โดยในบางรายเรียกว่าใช้ขนาดที่ล้มควายได้เลย และสามารถใช้ในคนไข้ที่ชักได้อีกด้วย

ส่วนจะให้ไปถึงเมื่อไหร่ หมอคิดว่าให้ได้ซ้ำทุก 15 นาที ถ้าให้ทางเส้นเลือดดำเพราะมันออกฤทธิ์ตั้งแต่ 5 นาทีแรกแล้ว จนกว่าจะหยุดเป็นอันตรายต่อตนเองและคนอื่น แต่ก็ไม่ใช่ให้เยอะจนสลบไปเลย ยาที่สามารถใช้ประกอบกับกลุ่ม benzodiazepine ได้ คือกลุ่ม GABA agonist เช่น gabapentin แต่มักจะใช้ประกอบกับ benzodiazepine เพราะมันเองไม่ได้เก่งมากนัก จะเลือกใช้ตัวเดียวเลยในกลุ่มที่มีอาการไม่รุนแรงเท่านั้นเพื่อลดอาการกระวนกระวาย

 

นอกจากยาสองกลุ่มนี้หมอไม่ค่อยเห็นด้วยในการใช้ เช่น การใช้ยาต้านอาการทางจิต เพราะถึงมันจะช่วยลดภาพหลอนแต่การออกฤทธิ์ของมันคือการต้านโดพามีนและไม่ได้ตรงกับที่สมอง ต้องการ ส่วนมากใช้เพราะไม่กล้าให้ diazepam เพิ่ม แท้จริงแล้วยังให้ diazepam ไม่พอ ห้ามลืมให้วิตามินบีเด็ดขาด

ส่วนถ้าอาการไม่รุนแรงมากแทบทุกรายควรจะสามารถจ่ายยาเม็ด เช่น lorazepamให้ทุก 6 ชั่วโมง กลับไปกินได้ ร่วมกับ gabapentin แต่ต้องประเมินดูให้ดีว่าคนไข้นั้นมีความรับผิดชอบในการกินยามากแค่ไหน

สุดท้ายก็อย่าลืมว่า benzodiazepine เป็นยาเสพติดไม่ควรให้ระยะยาว

ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยประสบการณ์จะดีถ้าสามารถเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความสนใจในด้านนี้เข้ามาช่วยดูแลและจัดระบบ ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษา การหยุดเหล้าที่บ้าน ไปจนถึงการแอดมิตสำหรับการหยุดเหล้าเพื่อที่จะดูอาการได้อย่างใกล้ชิดในคนที่มีความเสี่ยงสูงก็คงจะเป็นเรื่องที่ดี

สุดท้ายอยากย้ำถึงความสำคัญของพยาบาลที่คอยทุ่มเทอยู่อย่างเสมอ และผู้ป่วยที่ลงแดง เป็นผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งที่เพิ่มปริมาณงานของพยาบาลอย่างมาก เพราะสร้างความวุ่นวายตลอดเวลา...

อย่าลืมว่าไม่มีหมอโรงพยาบาลเปิดต่อได้ แต่ไม่มีพยาบาลหรือบุคลากรสนับสนุนเมื่อไหร่ ก็ลาก่อนครับ ด้วยความเป็นห่วง.

 

หมอดื้อ

มาเลเซียแถลงพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาเป็นครั้งแรก 3 ราย Print
User Rating: / 0
News - News
อาทิตย์, 26 มกราคม 2020
p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 16.1px 0.0px; line-height: 28.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} span.s1 {font-kerning: none} span.s2 {font: 14.0px Thonburi; font-kerning: none} span.s3 {font: 14.0px Arial; font-kerning: none}

nationweekend รายงาน วันที่ 25 .. 63

เมื่อวันที่ 25 ..2563 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการมาเลเซีย ยืนยันว่า พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นครั้งแรกแล้ว จำนวน 3 คน โดยทั้งหมดเป็นชาวจีน และมีความเกี่ยวข้องกับผู้ติดเชื้อที่ตรวจพบในสิงคโปร์ก่อนหน้านี้ ซึ่งผู้ติดเชื้อทั้งหมดยังคงมีอาการทรงตัว

“ยาปฏิชีวนะ” ใช้อย่างไร ไม่เสี่ยง “เชื้อดื้อยา” Print
User Rating: / 0
News - News
เสาร์, 25 มกราคม 2020

สนุก รายงาน วันที่ 23 .. 63

หากไม่อยากเป็นโรคที่ใช้ยาถูก ไม่ได้ ต้องใช้ยาแรง แพง หรือไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาเหมือนคนอื่น ควรใช้ยาปฏิชีวนะให้ถูกต้อง ไม่สุ่มสี่สุ่มห้าซื้อมากินเองเด็ดขาด


ยาปฏิชีวนะ คืออะไร ?

.นพ. นพดล วัชระชัยสุรพล หน่วยโรคติดเชื้อ ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย อธิบายเอาไว้ใน รายการ เกร็ดความรู้คู่สุขภาพ ของ ติดจอ .จุฬา ว่า ก่อนจะทำความรู้จักกับยาปฏิชีวนะ ขอแนะนำให้รู้จักกับคำใกล้เคียงอื่น

ยาฆ่าเชื้อ และ ยาต้านจุลชีพ เป็นยาที่เอาไว้ฆ่าเชื้อโรค เชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา หรือเชื้อโปรโตซัวต่าง  

ส่วนยาปฏิชีวนะ ส่วนมากเราหมายถึงยาที่ใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียเป็นหลัก

หากไม่ได้ระบุว่าเป็นยาฆ่าเชื้อประเภทไหน โดยส่วนใหญ่เราจึงหมายถึง ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

ยาปฎิชีวนะ ใช้รักษาโรคที่ติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้รักษาโรคติดเชื้ออื่น ได้ เช่น โรคติดเชื้อจากไวรัส โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น


ยาปฏิชีวนะ VS ยาแก้อักเสบ

ยาปฏิชีวนะ กับยาแก้อักเสบ ไม่เหมือนกัน โดยยาแก้อักเสบ หมายถึง ยาที่ช่วยลดอาการอักเสบ อาจเป็นยาสเตียรอยด์ หรือไม่ใช่สเตียรอยด์ก็ได้ แต่ไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อแต่อย่างใด


อาการแบบไหน ควรใช้ยาปฏิชีวนะ

อาการที่พบได้บ่อย และมักสับสนว่าควรใช้ยาปฏิชีวนะหรือไม่ คือ อาการเจ็บคอ

อาการเจ็บคอ มีหลายลักษณะอาการ มาจากหลายสาเหตุ และยังมาจากเชื้อหลายชนิด เช่น หากเจ็บคอ ไอ น้ำมูกไหล มีไข้สูง อาจเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะ เพราะเป็นอาการเจ็บคอที่ไม่ได้มาจากเชื้อแบคทีเรีย

แต่หากเจ็บคอ แล้วมีอาการไข้สูง ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต ไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก อาจเป็นอาการเจ็บคอจากเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า “Strep” การติดเชื้อแบบนี้ อาจต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

นอกจากนี้ ในยาชนิดเดียวกัน ยังมีการแบ่งขนาดของยาในการใช้แตกต่างกันไปในแต่ละโรค แต่ละอาการ แต่ละคนด้วย เช่น สำหรับเชื้อแบคทีเรีย Strep ต้องกินปริมาณน้อย แต่ติดต่อกันนาน 10 วัน คนที่ซื้อยากินเองอาจกินแค่ 2-3 วัน แล้วหยุดกินยาเมื่ออาการดีขึ้น ซึ่งเสี่ยงต่อการกลับมาเป็นซ้ำ หรือมีผลข้างเคียงจากการติดเชื้อได้ ดังนั้นการซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง จึงเสี่ยงต่อเชื้อดื้อยา


อันตรายจากการซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง

อาการเจ็บป่วยบางอย่าง เราอาจไม่ทราบว่ามีสาเหตุมาจากเชื้อชนิดใด การซื้อยาแก้อักเสบมากินพร่ำเพรื่อเอง จึงอาจเป็นการกินยาไม่ถูกโรค ไม่ถูกคน และยังอาจเสี่ยงกินยาไม่ถูกขนาดอีกด้วย ซึ่งนอกจากจะรักษาอาการของโรคนั้น ไม่หายแล้ว ยังอาจนำไปสู่ปัญหาเชื้อดื้อยาที่อันตรายต่อสุขภาพในอนาคตอีกด้วย

แบ่งอันตรายจากการใช้ยาปฏิชีวนะเองออกเป็น 3 ไม่ ได้แก่

  • ไม่หาย 

อาการของโรคที่เป็นอยู่อาจไม่หาย หรือไม่หายขาด

 


  • ไม่พึงประสงค์ 

 

อาจเกิดอาการที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นได้ เช่น แพ้ยา ที่มีอาการตั้งแต่ผื่นขึ้นเล็กน้อย มีผื่นรุนแรง ไปจนถึงช็อก และหากมีอาการรุนแรงมากอาจเสี่ยงเสียชีวิตได้ หรืออาการข้างเคียงจากการใช้ยาไม่ถูกต้อง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ใจสั่น ปวดกล้ามเนื้อ ฯลฯ

 

  • ไม่เหลือยา

 

หากเรากินยาปฏิชีวนะบ่อย แม้ไม่มีความจำเป็น ไม่มีเชื้อแบคทีเรียให้ฆ่า แบคทีเรียที่อยู่ในร่างกายของเราเองอยู่แล้ว อาจเกิดอาการดื้อยา ทำให้หากมีอาการติดเชื้อในครั้งถัดไป เชื้ออาจจะดื้อยารุนแรง และทำให้การรักษาด้วยตัวยาเดิมไม่ได้ผล ซึ่งอาจจะต้องใช้ยาที่แรงขึ้น หรือใช้วิธีการรักษาอื่น ที่ยุ่งยากมากยิ่งขึ้น ซึ่งเสี่ยงที่จะรักษาไม่ได้หากมีอาการดื้อยาอย่างรุนแรงจริง มีความเสี่ยงเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น 

p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 16.1px 0.0px; line-height: 28.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 14.0px 0.0px; line-height: 17.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p3 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p5 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p6 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 16.0px} li.li4 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} span.s1 {font-kerning: none} span.s2 {font: 14.0px Arial; font-kerning: none} span.s3 {text-decoration: underline ; font-kerning: none; color: #0000e9; -webkit-text-stroke: 0px #0000e9} span.s4 {font: 14.0px Thonburi; text-decoration: underline ; font-kerning: none; color: #0000e9; -webkit-text-stroke: 0px #0000e9} span.s5 {font: 14.0px Arial} ul.ul1 {list-style-type: disc}
Read more...
อันตรายจาก “อาหารตรุษจีน” ที่คนส่วนใหญ่อาจไม่ระวัง Print
User Rating: / 0
News - News
ศุกร์, 24 มกราคม 2020
p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 16.1px 0.0px; line-height: 28.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 16.0px} p.p3 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p4 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} li.li5 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} span.s1 {font-kerning: none} span.s2 {font: 14.0px Arial; font-kerning: none} span.s3 {text-decoration: underline ; font-kerning: none; color: #0000e9; -webkit-text-stroke: 0px #0000e9} span.s4 {font: 14.0px Arial} span.s5 {font: 14.0px Thonburi; text-decoration: underline ; font-kerning: none; color: #0000e9; -webkit-text-stroke: 0px #0000e9} ol.ol1 {list-style-type: decimal}

สนุก รายงาน วันที่ 24 .. 63


อาหารไหว้เจ้า นอกจากจะเป็นการแสดงความนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และบรรพบุรุษของครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนแล้ว ยังเป็นอาหารรสเลิศที่หลายคนรอคอยที่จะได้ทาน และในหนึ่งปีจะได้ทานแค่ครั้งเดียว แต่ในรสชาติอาหารอร่อยๆ เหล่านี้ อาจมีอันตรายแอบแฝงโดยที่คุณ และครอบครัวอาจไม่เคยทราบมาก่อน

 

  1. ฟอร์มาลีน

เราอาจพบการปนเปื้อนสารฟอร์มาลีนจากอาหารสด โดยเฉพาะสัตว์ทะเล และผักผลไม้บางชนิด เนื่องจากมีการลักลอบนำฟอร์มาลีนมาใช้เก็บรักษาอาหารเหล่านั้นให้เก็บสดๆ ได้นานยิ่งขึ้น เมื่อฟอร์มาลีนเข้าสู่ร่างกายอาจส่งผลต่อตับ ไต หัวใจ และสมอง และหากได้รับฟอร์มาลีนมากเกินไปอาจส่งผลถึงชีวิตได้

 

  1. บอแรกซ์

พบบอแรกซ์ได้ในอาหารสำเร็จรูป หรืออาหารแห้งต่างๆ เช่น ลูกชิ้น หมูสับ ตังกวยแฉะ (ขนมฟักแห้ง) ขนมอี้ (บัวลอยจีน) ซกซา (ถั่วเคลือบน้ำตาล) หากทานอาหารที่มีบอแรกซ์ปนเปื้อนอาจทำให้เกิดอาการตอบสนองต่อพิษฉับพลัน เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ผิวหนังร้อนแดง ความดันโลหิตลดลง หมดสติ หรือหากรับประทานในปริมาณมาก หรือแพ้มาก อาจส่งผลถึงชีวิตได้เช่นกัน

 

  1. สารกันเชื้อรา หรือกรดซาลิซิลิค

สารชนิดนี้มักถูกใช้ในอาหารประเภทหมักดอง ทั้งผักดอง ผลไม้ดอง และอาหารแห้งอย่างปลาหมึกแห้ง เห็ดหอมแห้ง ถั่วแห้ง เมื่อทานเข้าไปอาจเข้าไปทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร และลำไส้

 

  1. สารฟอกขาว

สารฟอกขาวมักถูกใช้กับอาหารที่ต้องการให้มีลักษณะสด สะอาด น่าทาน เช่น ถั่วงอก เต้าหู้ หน่อไม้จีน ขิงซอย เห็ดหูหนูขาว และเส้นก๋วยเตี๋ยว หากทานอาหารที่มีสารฟอกขาวปนเปื้อนมากๆ อาจเกิดอาการอักเสบต่ออวัยวะที่สัมผัส เช่น ปาก กระเพาะอาหาร อาจรู้สึกแน่นหน้าอก ปวดท้อง อาเจียน หรือหากได้รับในปริมาณที่มาก หรือมีอาการแพ้มากอาจเสียชีวิตได้


 

  1. ยาฆ่าแมลง

นอกจากในผักผลไม้สดที่เราอาจพบได้ในอาหารทุกๆ วันแล้ว อาหารตรุษจีนยังอุดมไปด้วยอาหารแห้ง เมื่อทานอาหารที่ปนเปื้อนยาฆ่าแมลงในปริมาณมาก อาจทำให้กล้ามเนื้อสั่น ชักกระตุก หายใจติดขัด หมดสติ และอาจกลายเป็นสารก่อมะเร็งได้

 

  1. สีย้อมผ้า

อาจจะงงว่าสีย้อมผ้ามาจากไหน เราอาจพบสีย้อมผ้าจากเชือกฟางที่ใช้มัดไก่ หรือเป็ดต้มสุก หรือสีจากก้านธูปที่ปักลงไปในอาหาร และผลไม้ที่ใช้ไหว้ สีย้อมผ้าเหล่านี้อาจมีสารประกอบที่อันตรายต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นสารตะกั่ว ปรอท สารหนู และโครเมียม เป็นต้น โดยสารเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการฉับพลัน เช่น คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย หรืออาจสะสมในร่างกายในระยะยาวจนเสี่ยงเป็นมะเร็งได้

 

  1. อาหารค้างนาน

อาหารทุกชนิดที่ปล่อยให้เย็นชืดค้างอยู่นาน มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดจุลินทรีย์ในอาหารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

ดังนั้นอาหารทุกชนิดก่อนทานควรนำไปอุ่นให้ร้อนก่อนทาน โดยสามารถอุ่นในไมโครเวฟด้วยความร้อน 800 วัตต์ เป็นเวลา 2-3 นาที จนกว่าจะพบว่าอาหารร้อนจนมีไอร้อนขึ้น สำหรับขนมหวานอย่างขนมเข่ง ขนมเทียน สามารถทานเย็นได้ แต่หากต้องการเก็บไว้นานๆ ให้นำไปอุ่นให้ร้อน จากนั้นก็เก็บเข้าตู้เย็นในอุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส จะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในอาหาร และยืดอายุอาหารให้เก็บได้นานขึ้นอย่างปลอดภัยต่อสุขภาพ

ส่วนอาหารอื่นๆ ทั้งอาหารสด และอาหารแห้ง ควรเลือกซื้อจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ ตรวจสอบความสะอาดก่อนนำมาทำพิธี หรือนำมาปรุงอาหาร ไม่ให้เชือกฟาง และก้านธูปสัมผัสกับอาหาร หรือหากไม่สามารถลดอาหารที่ใช้ประกอบพิธีได้ ก็ควรลดการทานอาหารที่เสี่ยงต่อสารปนเปื้อนให้มากที่สุด

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :ศูนย์อนามัยที่ 5 ราชบุรี,สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ), Goodlifeupdate.com,ดร.รชา เทพษร ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) 

“เชื้อดื้อยา” ปัญหาสุขภาพที่ต้องเร่งแก้ไข Print
User Rating: / 0
News - News
พฤหัสบดี, 23 มกราคม 2020

สนุก รายงาน วันที่ 23 .. 63


เคยไหมที่แค่เป็นไข้ ปวดหัว ตัวร้อน ก็เดินไปซื้อยาที่ร้านขายยา ?

เคยไหมที่แพทย์หรือเภสัชกรบอกให้กินยาให้หมด แต่ก็กินไม่หมด ?

เคยไหมที่ไปพบแพทย์แล้วก็ขอฉีดยาเพราะอยากหายเร็ว ?

แล้วรู้หรือไม่ องค์การอนามัยโลกพบว่า มากกว่า 50% ของการใช้ยาในประเทศกำลังพัฒนาเป็นการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมและสูญเปล่า เช่น การใช้ยาปฏิชีวนะทั้งที่ไม่จำเป็นต้องใช้ การสั่งใช้ยาไม่เป็นไปตามแนวทางรักษา ฯลฯ โดยเฉพาะการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมกำลังสร้างความเสียหายทั้งในระดับโลกและระดับประเทศอย่างมหาศาล

ผศ.ดร.กำธร มาลาธรรม คณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่า มีการคาดการณ์โดยนักวิชาการของยุโรปว่า สถานการณ์ทั่วโลกในช่วงประมาณปี 2593 ในทุก 3 วินาทีจะมีคนเสียชีวิตเพราะเชื้อดื้อยา 1 คน หรือประมาณ 10 ล้านคนต่อปี โดยครึ่งหนึ่งจะอยู่ในทวีปเอเชีย ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจสูงถึง 3.5 พันล้านล้านบาท

ปัญหาเชื้อดื้อยา สูญเสียมากกว่าที่คิด

ถ้าคิดเป็นอัตราการตายจากเชื้อดื้อยาต่อประชากร 1 แสนคน พบว่า อเมริกาตาย 5.3 ต่อประชากร 1 แสนคน ยุโรปตาย 5 ต่อประชากร 1 แสนคน แต่ไทยอยู่ที่ 28.3 ต่อประชากร 1 แสนคน มากกว่าอเมริกาและยุโรปประมาณ 6 เท่า

จากการเก็บข้อมูลยังพบอีกว่า ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาประมาณปีละ 20,000-38,000 คน และมีผู้ป่วยที่ต้องนอนโรงพยาบาลนานกว่าปกติเพราะเชื้อดื้อยา ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจถึงปีละ 46,000 ล้านบาท


ภญ.นิธิมา สุ่มประดิษฐ์ จาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า 30 ปีที่ผ่านมา วิวัฒนาการทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก มีคาร์บาพีเนมส์ (Carbapenems) ซึ่งเป็นยาสุดท้ายที่จะใช้ได้ผลในการรักษาโรคติดเชื้อที่มีความรุนแรงอย่างสูง แต่ปัจจุบันเราก็ยังมีคาร์บาพีเนมส์ตัวเดิมใช้อยู่ สรุปแล้ว 30 ปีที่ผ่านมาที่เชื้อดื้อยารุนแรงมากขึ้น แต่เราไม่มียาปฏิชีวนะชนิดใหม่ออกมาเลย แสดงให้เห็นถึงวิกฤต เหตุผลคือบริษัทยาบอกว่าไม่คุ้มค่ากับการลงทุนศึกษาวิจัยยาเหล่านี้ เพราะพอเชื้อดื้อยา ขายไม่ได้ เขาก็ทำกำไรไม่ได้ เขาก็หันไปลงทุนกับยาเบาหวาน ยาความดันแทน

ปัญหาเชื้อดื้อยา ไม่ได้มีแค่ในคน ยังรวมถึงในสัตว์ด้วย

ผศ.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) ที่เกาะติดประเด็นนี้มานาน กล่าวว่า ตอนนี้สถานการณ์การใช้ยาปฏิชีวนะมีความซับซ้อนขึ้น เพราะไม่ได้ใช้ในคนเท่านั้น แต่เกษตรกรยังนำยาปฏิชีวนะไปใช้ในพืชและสัตว์ด้วย เช่น ส้ม กุ้ง ปลา หมู ไก่ เป็นต้น ทำให้การสื่อสารเรื่องนี้ยากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา กพย. ได้ทำงานอย่างเข้มแข็งในการสั่งสมข้อมูลวิชาการ สร้างความเข้าใจ สร้างเครือข่าย สร้างการสื่อสารเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่ายกับกลุ่มคน คอยเฝ้าระวัง และชี้ปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น

โรงพยาบาลสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทุกแห่งต้องใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผล โดยเฉพาะใน 3 โรคพื้น อย่างไข้หวัด ท้องเสีย และแผลสะอาด จะไม่มีการจ่ายยาปฏิชีวนะ

มีการเฝ้าระวังการจ่ายยาต้านแบคทีเรียที่ไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมายที่ อย. ได้ดำเนินการไปแล้ว เช่น ยากลุ่มรักษาวัณโรค (Antituberculous drugs) ชนิดรับประทานและชนิดฉีดที่ใช้สำหรับมนุษย์ ตอนนี้ขึ้นทะเบียนเป็นยาควบคุมพิเศษหมดแล้ว ต้องเป็นแพทย์จ่ายเท่านั้น นอกจากในคนแล้ว ยังมีการดำเนินการในยาของสัตว์ด้วย ต้องมีใบสั่งยาจากสัตวแพทย์ จะซื้อใช้เองไม่ได้

 

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :กลุ่มงานพัฒนาและขับเคลื่อนสิทธิด้านสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) 

p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 16.1px 0.0px; line-height: 28.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 16.0px} p.p3 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p4 {margin: 0.0px 0.0px 14.0px 0.0px; line-height: 17.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p5 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p6 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #0000e9; -webkit-text-stroke: #0000e9} span.s1 {font-kerning: none} span.s2 {font: 14.0px Arial; font-kerning: none} span.s3 {text-decoration: underline ; font-kerning: none; color: #0000e9; -webkit-text-stroke: 0px #0000e9} span.s4 {font-kerning: none; color: #000000; -webkit-text-stroke: 0px #000000} span.s5 {font: 14.0px Arial; font-kerning: none; color: #000000; -webkit-text-stroke: 0px #000000} span.s6 {font: 14.0px Thonburi; text-decoration: underline ; font-kerning: none; color: #0000e9; -webkit-text-stroke: 0px #0000e9}
อาการโรค "ปอดอักเสบ" ที่ควรสังเกตทั้งตัวเอง และคนรอบข้าง Print
User Rating: / 0
News - News
จันทร์, 20 มกราคม 2020
p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 16.1px 0.0px; line-height: 28.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 16.0px} p.p3 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} span.s1 {font-kerning: none} span.s2 {font: 14.0px Arial; font-kerning: none} span.s3 {text-decoration: underline ; font-kerning: none; color: #0000e9; -webkit-text-stroke: 0px #0000e9}

สนุก รายงาน วันที่ 19 .. 63


จากกระแสไวรัสปอดอักเสบที่ประเทศจีน ได้รับแจ้งว่าพบผู้ป่วยมีอาการหายใจลำบาก คล้ายอาการปอดอักเสบในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยของจีน เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2563  มีผู้ป่วย 44 ราย โดยผู้ป่วย 11 รายมีอาการรุนแรงจนเป็นที่จับตามองจากสาธารณสุขทั่วโลกว่าอาจเป็นการกลับมาของโรคซาร์ส (SARS – Severe Acute Respiratory Syndrome) ซึ่งเคยคร่าชีวิตผู้ป่วยไปมากมายเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว

ในที่สุดเมื่อวันที่มกราคม 2563 ทางการผู้รับผิดชอบด้านสาธารณสุขของจีนในเมืองอู่ฮั่น ได้แถลงข่าวแล้วว่าโรคปอดอักเสบที่กำลังระบาดไม่ใช่โรคซาร์ส หรือโรคไข้หวัดนก รวมถึงไม่ใช่โรคไข้หวัดใหญ่ เชื้ออะดิโนไวรัส (adenovirus)  หรือ เมอร์ส (MERS- Middle East Respiratory Syndrome) ตามที่ตั้งข้อสงสัยกัน นอกจากนี้ยังไม่พบหลักฐานใด ชัดเจนที่บ่งชี้ว่ามีการติดต่อระหว่างคนกับคน

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า จากข้อมูลของทางการพบว่าผู้ป่วยบางรายดำเนินธุรกิจตัวแทนจำหน่ายหรือผู้ขายในตลาดอาหารทะเลหวนหนาน

โดยพบว่าผู้ป่วยจะมีอาการ มีไข้ หายใจลำบาก และเห็นรอยโรคแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในปอดทั้ง 2 ข้างจากการดูภาพเอ็กซเรย์หน้าอก ซึ่งเป็นอาการร่วมของโรคระบบทางเดินหายใจและปอดอักเสบที่พบบ่อยในฤดูหนาว  ทั้งนี้คำแนะนำของ WHO เกี่ยวกับมาตรการด้านสาธารณสุขและการเฝ้าระวังไข้หวัดใหญ่และการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันขั้นรุนแรงยังคงมีผล ในกรณีที่มีอาการแนะนำให้ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจทั้งในระหว่างหรือหลังการเดินทางไปเมืองอู่ฮั่น ควรได้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คร่างกายอย่างละเอียด

สำหรับฮ่องกงพบผู้ป่วย 15 คน ซึ่งเพิ่งเดินทางไปเมืองอู่ฮั่นเมื่อเร็ว นี้กำลังได้รับการรักษา และพยายามไม่ให้เกิดการระบาดของโรค  รวมถึงประกาศเตือนให้อยู่ห่างจากตลาดสด และไม่รับประทานอาหารที่ทำจากสัตว์ป่าหากต้องเดินทางไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์ได้ออกมาตรการตรวจสอบ โดยวัดอุณหภูมิผู้โดยสารที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่นทุกคนที่สนามบินชางงี  ซึ่งผลการตรวจเบื้องต้นพบว่าผู้ป่วยบางรายเป็นไข้หวัดใหญ่ ติดเชื้อไวรัส RSV และบางรายยังรอการตรวจยืนยันอยู่

Read more...
“เจ็บคอ” แบบไหน ถึงค่อยกินยาปฏิชีวนะ Print
User Rating: / 0
News - News
จันทร์, 20 มกราคม 2020
p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 16.0px} p.p3 {margin: 0.0px 0.0px 14.0px 0.0px; line-height: 17.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p4 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p5 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #0000e9; -webkit-text-stroke: #0000e9} li.li1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} span.s1 {font-kerning: none} span.s2 {font: 14.0px Arial; font-kerning: none} span.s3 {text-decoration: underline ; font-kerning: none; color: #0000e9; -webkit-text-stroke: 0px #0000e9} span.s4 {font: 14.0px Thonburi; text-decoration: underline ; font-kerning: none; color: #0000e9; -webkit-text-stroke: 0px #0000e9} span.s5 {font: 14.0px Arial} span.s6 {font-kerning: none; color: #000000; -webkit-text-stroke: 0px #000000} span.s7 {font: 14.0px Arial; font-kerning: none; color: #000000; -webkit-text-stroke: 0px #000000} ol.ol1 {list-style-type: decimal}

สนุก รายงาน วันที่ 17 .. 63


ใครที่เจ็บคอเมื่อไร กินยาฆ่าเชื้อเมื่อนั้น ระวังเอาไว้ให้ดี เพราะอาจเสี่ยงดื้อยาโดยไม่รู้ตัวได้ แพทย์แนะเจ็บคอแบบไหนควรกินยา แบบไหนหายเองได้ไม่ต้องกินยา เพื่อลดความเสี่ยงดื้อยาโดยไม่จำเป็น

ผศ. นพ. พิสนธิ์ จงตระกูล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลว่า รู้หรือไม่ว่า ส่วนใหญ่แล้วกว่า 80% ของอาการเจ็บคอเป็นการติดเชื้อไวรัสที่ไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะ สามารถหายได้เองเมื่ออาการไข้หวัดหายไป เฉพาะการเจ็บคอจากการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ที่การให้ยาปฏิชีวนะเป็นประโยชน์ในการรักษา หากไม่ได้เจ็บคอจากเชื้อแบคทีเรียแล้วกินยาฆ่าเชื้อเข้าไปบ่อย อาจเสี่ยงต่ออาการดื้อยาได้ คราวหน้าถ้าติดเชื้อแบคทีเรียขึ้นมาจริง ยาฆ่าเชื้อปกติที่กินแล้วหายก็จะไม่หายอีกต่อไป ต้องใช้ยาที่แรงขึ้น แพงขึ้น การรักษาเป็นไปด้วยความลำบากมากกว่าเดิมหลายเท่า


เจ็บคอแบบไหน ควรกินยาปฏิชีวนะ

หากมีอาการเหล่านี้มากกว่า 3 ข้อขึ้นไป ค่อยพิจารณายาปฏิชีวนะ


  1. เป็นไข้หวัด และมีไข้มากกว่า 38 องศาเซลเซียส

  2. ไม่มีอาการไอ

  3. มีฝ้าขาวที่คอหอย หรือต่อมทอนซิล

  4. ต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอมีอาการบวมโต กดแล้วเจ็บ

 
หากมีอาการเหล่านี้มากกว่า 3 ข้อขึ้นไป ให้สงสัยว่าอาจเป็นอาการเจ็บคอที่ติดเชื้อแบคทีเรีย ควรแจ้งให้แพทย์ หรือเภสัชกรทราบ หากมีอาการแค่ 1-2 ข้อ ไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะ

การใช้ยาปฏิชีวนะในทุก โรค ทุก อาการ ควรใช้เมื่อมีหลักฐานการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น เพราะการใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ จะสะสมแบคทีเรียดื้อยาไว้ในร่างกายได้

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :ผศ. นพ. พิสนธิ์ จงตระกูล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

"ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ" โรคที่เป็นได้ทุกเพศ ทุกวัย Print
User Rating: / 0
News - News
อาทิตย์, 19 มกราคม 2020

สนุก รายงาน วันที่ 17 .. 63


แพทย์แนะวิธีดูอาการต่อมน้ำเหลืองอักเสบ อาจมีอาการคล้ายกับปัญหาสุขภาพอื่น และเป็นได้ทุกเพศทุกวัย ระวังไม่ให้ติดเชื้อหรือเกิดบาดแผลเพื่อป้องกัน


ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ คืออะไร ?

นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ คือภาวะที่ต่อมน้ำเหลืองเกิดการอักเสบ และบวมขึ้นจนมีขนาดใหญ่กว่าปกติ อาจเกิดบริเวณเดียวหรือหลายบริเวณพร้อมกัน อาจเป็นกับร่างกายซีกเดียวหรือ 2 ซีก มีทั้งแบบเฉียบพลัน กึ่งเฉียบพลัน และเป็นเรื้อรังจนต้องรักษาในระยะยาว


สาเหตุของต่อมน้ำเหลืองอักเสบ

ต่อมน้ำเหลืองอักเสบสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

  • การติดเชื้อของเนื้อเยื่อหรืออวัยวะต่าง

  • การอักเสบของช่องปาก และช่องคอจากเชื้อแบคทีเรีย

  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

  • มีแผล และการอักเสบของเท้า ขา อวัยวะเพศ

  • ต่อมน้ำเหลืองติดเชื้อโดยตรง ทำให้มีการอักเสบโตหลายต่อมพร้อมกัน เช่น วัณโรคต่อมน้ำเหลือง

  • ผลข้างเคียงจากการใช้ยาหรือการแพ้ยาบางชนิด

  • หรืออาจไม่ทราบสาเหตุการเกิด


อาการของต่อมน้ำเหลืองอักเสบ

นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเพิ่มเติมว่า อาการของต่อมน้ำเหลืองอักเสบขึ้นอยู่กับสาเหตุและบริเวณที่เป็น อาการหลักๆ ที่พบคือ


  1. ต่อมน้ำเหลืองบวมโต กดแล้วเจ็บ

  2. เกิดการแข็งตัว หรือขยายตัวผิดปกติผิวหนังบริเวณที่อักเสบแดง หรือบวม

  3. มีหนองในต่อมน้ำเหลือง

  4. อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้ คัดจมูก เจ็บ คอ แขน หรือขาบวม

  5. มีเหงื่อออกขณะนอนหลับ

  6. เป็นสิว หรือมีแผลอักเสบบริเวณใบหน้า

  7. ฟันผุ หรือเหงือกอักเสบ

อาการที่เกิดร่วมกับต่อมน้ำเหลืองอักเสบจะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยสาเหตุได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อการรักษาเพราะภาวะต่อมน้ำเหลืองโตอาจมีอาการคล้ายกับปัญหาสุขภาพอื่น จึงควรรีบพบแพทย์หากเกิดอาการเหล่านี้ 


วิธีป้องกันต่อมน้ำเหลืองอักเสบ 

  1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

  2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

  3. ดูแลรักษาความสะอาดผิวหนัง เล็บ ช่องปาก

  4. ระวังไม่ให้เกิดการติดเชื้อหรือเกิดบาดแผล

  5. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมอย่างถูกวิธี

  6. หลีกเลี่ยงการใช้ยาโดยไม่จำเป็น หรือไม่ปรึกษาแพทย์ก่อน

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข 

p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 16.0px} p.p3 {margin: 0.0px 0.0px 14.0px 0.0px; line-height: 17.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p4 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} li.li1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} span.s1 {font-kerning: none} span.s2 {font: 14.0px Arial; font-kerning: none} span.s3 {font-kerning: none; -webkit-text-stroke: 0px #0000e9} span.s4 {font: 14.0px Arial} span.s5 {font: 14.0px Thonburi; font-kerning: none; -webkit-text-stroke: 0px #0000e9} ol.ol1 {list-style-type: decimal} ul.ul1 {list-style-type: disc}
<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 1 - 15 of 5397