Home
Home
สุขภาพหรรษา : เหตุผลสนับสนุนให้ยกเลิก การใช้ไกลโฟเซต (ตอนที่ 1) Print
User Rating: / 0
Articles - Articles
พุธ, 05 กุมภาพันธ์ 2020
p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 16.0px} p.p3 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p4 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; text-align: center; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 16.0px} span.s1 {font-kerning: none} span.s2 {font: 14.0px Arial; font-kerning: none}

ไทยรัฐออนไลน์ รายงาน 2 .. 2563 


รายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร

ไกลโฟเซตเป็นสารเคมีกำจัดวัชพืช (herbicides) ชนิดไม่เลือกทำลาย ชื่อทางการค้าที่รู้จักมาก คือ ราวนด์อัพ (Roundup) ไกลโฟเซตมีชื่อวิทยาศาสตร์ตาม IUPAC ว่า N-(phosphono methyl glycine) สารไกลโฟเซตอาจอยู่ในลักษณะของผงหรือของเหลว

วิธีการใช้ไกลโฟเซตด้วยการฉีดพ่นและดูดซึมทางใบ หรือการฉีดเข้าที่ลำต้นของวัชพืชที่ต้องการทำลาย มักใช้ในการควบคุมวัชพืชจำพวกหญ้าคา ไมยราบ หญ้าแห้วหมู กก เป็นต้น เมื่อพืชได้รับไกลโฟเซตแล้วจะเกิดการยับยั้งการสร้างโปรตีนของพืช ทำให้ลดการเจริญเติบโตของพืช ไกลโฟเซตยังไปหยุดการทำงานของเอนไซม์และกรดซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชและทำให้พืชตายในที่สุด (Handerson et al., 2010)

ความเป็นพิษของไกลโฟเซต จากเหตุที่มีการอ้างโดยเปรียบเทียบค่า LD50 ที่ใกล้เคียงกับเกลือแล้วกล่าวว่า ไกลโฟเซตปลอดภัยเท่ากันนั้น เป็นการนำค่า LD50 ไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง เพราะค่า LD50 เป็นค่าที่ใช้ในการเปรียบเทียบความเป็นพิษของสารเคมี และมีการนำมาใช้จัดกลุ่มของสารเคมีว่ามีพิษระดับใด


เพื่อประโยชน์ในการติดฉลากภาชนะบรรจุในการขนส่งสารเคมีให้ผู้เกี่ยวข้องระมัดระวังในการขนส่ง (เพื่อความปลอดภัย) ไม่ใช่การจัดประเภท สารเคมีเมื่อได้รับระยะยาว

ผลกระทบของไกลโฟเซตต่อการเป็นโรคมะเร็ง สถาบันวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (IARC) ภายใต้องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้เป็นสารที่น่าจะก่อมะเร็งในมนุษย์ (2A) เนื่องจากมีหลักฐานเพียงพอ (sufficient evidence) ว่าก่อมะเร็งในสัตว์ทดลอง และหลักฐานที่หนักแน่น (strong evidence) ว่าก่อให้เกิดความผิดปกติของสารพันธุกรรม (ทำลายยีนและ/หรือโครโมโซม) แม้ว่า IARC จะถูกกล่าวหาจากสื่อว่าบิดเบือนข้อมูลอย่างไม่โปร่งใสเพราะตัดข้อความ ไกลโฟเซตไม่ก่อมะเร็งในสัตว์ทดลอง ออก

โดย IARC เปิดเผยว่าข้อความที่ถูกตัดออกนั้นนอกจากขาดหลักฐานที่น่าเชื่อถือแล้ว ยังมาจาก บทความวิชาการที่ถูกเปิดโปงว่าเขียนขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์มอนซานโตแต่ใส่ชื่อนักวิทยาศาสตร์คนอื่นเป็นผู้เขียนแทน เพื่อตบตาว่ารายงานนั้นมาจากนักวิชาการอิสระที่ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน

Read more...
สุขภาพหรรษา : พาราควอต (ตอนที่ 3) Print
User Rating: / 0
Articles - Articles
จันทร์, 27 มกราคม 2020
p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 16.0px} p.p3 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p4 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; text-align: center; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 16.0px} span.s1 {font-kerning: none} span.s2 {font: 14.0px Arial; font-kerning: none}

ไทยรัฐออนไลน์ รายงาน 26 .. 2563 


รายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร

นักวิทยาศาสตร์ของบริษัทซินเจนทา ประเทศอังกฤษ ได้เปิดเผยถึงกลไกการดื้อยา หรือการ ต้านทานฤทธิ์ของพาราควอตในพืชโดยเฉพาะกลุ่มวัชพืช (Hawkes, 2013) โดยการดูดซึมพาราควอตเข้าสู่เซลล์พืชนั้นจะเกิดควบคู่ไปกับสารในกลุ่มของพอลิอามีน และกลไกการดื้อยาของพืชที่มีต่อพาราควอตนี้อาจมาจากการเปลี่ยนแปลงของเมตาบอลิซึมของสารพอลิอามีน ทั้งนี้ หลักฐานส่วนใหญ่จากรายงานหลายแหล่งได้ระบุถึงการ ดื้อยาของพืชในกลุ่มหญ้าที่มีต่อพาราควอตว่ามาจากกลไกของยีนเดี่ยวที่พยายามขับพาราควอตให้ออกจากคลอโรพลาสต์ (Chloro-plast) ให้ไปอยู่ในแวคิวโอ (vacuole) ของพืช ทั้งนี้ การดื้อยาของหญ้าที่มีต่อพาราควอต ได้มีการบันทึกไว้ว่าเกิดกับหญ้า 49 ชนิด ในกลุ่มพืช 28 สปีชีส์ ที่สำรวจจาก 14 ประเทศ (Heap, 2013)

ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ต้องมีการใช้สารพาราควอตในปริมาณมากขึ้นเพื่อให้กำจัดหญ้าให้ได้ผล

การตกค้างในสัตว์งานวิจัยของภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบการตกค้างของพาราควอตในสิ่งมีชีวิตที่เป็นอาหาร เช่น กบหนอง ปูนา หอยกาบน้ำจืด ปลากระมัง ซึ่งเป็นการได้รับพาราควอตจากสิ่งแวดล้อม รวมทั้งอาหารแปรรูป เช่น น้ำปูหรือน้ำปู๋เช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ที่ตรวจพบพาราควอตในปลาจากแม่น้ำน่านเกินค่ามาตรฐาน Codex ในทุกตัวอย่างจาก 19 ตัวอย่าง ในช่วงค่า 8.50-189.25 ไมโครกรัม/กก.


การตรวจพบพาราควอตในตัวอย่างสิ่งแวด-ล้อมในประเทศไทย รายละเอียดการตรวจพบในสิ่งแวดล้อม น้ำ ผัก และสัตว์ สถานที่ น่าน พบใน ดิน 6.75-291.60 ไมโครกรัม/กก. และ ตะกอนดิน 7.95-214.60 ไมโครกรัม/กก. พบใน น้ำประปาหมู่บ้าน ในทุกตัวอย่าง (21 ตัวอย่าง) ในช่วง 0.22-4.67 ไมโครกรัม/ลิตร พบใน ผักท้องถิ่น มีค่าสูงกว่าค่ามาตรฐาน Codex ในทุกตัวอย่างจาก 45 ตัวอย่าง พบใน ปลา เกินค่ามาตรฐาน Codex ในทุกตัวอย่างจาก 19 ตัวอย่าง ในช่วงค่า 8.50-189.25 ไมโครกรัม/กก. (พวงรัตน์ และคณะ, 2559) พบใน กบหนอง ปูนา ในพื้นที่เกษตร หอยกาบน้ำจืดในอ่างเก็บน้ำ และปลากระมัง ในแม่น้ำน่าน ที่ .เวียงสา .น่าน โดยในปูนา กบหนอง และปลากระมัง มีค่าเกินมาตรฐาน Codex ทุกตัวอย่าง (ศิลปชัย, 2554) (ธงชัย, รชตะ, ภาณุพงศ์, อรสา, 2555)

สถานที่ ลำพูน และลำปาง หนองบัวลำภู และหลายจังหวัด ในพื้นที่การเกษตรและใน แหล่งน้ำ มากกว่า 80% ของตัวอย่างที่ตรวจวิเคราะห์ และตกค้างในดินความเข้มข้นสูงสุด 25.1 มก./กก. พบใน น้ำประปาหมู่บ้าน ในทุกตัวอย่างที่ตรวจวัดในระดับความเข้มสูง และตรวจพบใน ผักท้องถิ่น ทุกตัวอย่าง...

 

พบใน ผักผลไม้ ในระดับเกินมาตรฐานสูงถึง 38 ตัวอย่างจาก 76 ตัวอย่างผักผลไม้ในโมเดิร์นเทรด (กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม, 2560 พวงรัตน์ วรางคณา และภาสกร, 2560 Thai PAN, 2560)

ผลกระทบต่อเกษตรกรหากมีการยกเลิกพาราควอต จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ครัวเรือนเกษตรที่ปลูกพืชมากกว่าครึ่งหนึ่ง 3.093 ล้านครัวเรือนไม่มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเลย ในขณะที่ครัวเรือนที่มีการกำจัดศัตรูพืชและวัชพืชมี 2.395 ล้านครัวเรือน โดยมีการใช้สารเคมี ใช้สารธรรมชาติ ใช้ศัตรูธรรมชาติและใช้วิธีอื่น คิดเป็น 0.276, 0.088 และ 0.270 ล้านครัวเรือน ตามลำดับ (สำนักงานสถิติแห่งชาติ 2560)

สอดคล้องกับการศึกษาในระดับพื้นที่ พบว่า เกษตรกรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจดังกล่าวไม่ได้ใช้พาราควอตทั้งหมด เช่น งานวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลา-นครินทร์ ที่อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ พบว่าเกษตรกรที่ใช้สารเคมี สารกำจัดวัชพืชในสวนปาล์มน้ำมันมีเพียง 26% เท่านั้น (ปุรวิชญ์ พิทยาภินันท์ และคณะ 2556) ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมันมากถึง 85.8% กำจัดวัชพืชโดยการใช้เครื่องตัดหญ้า (พสุ สกุลอารีวัฒนา และกาญจนา ทองนะ, 2557)

ในขณะที่งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งพบว่ามีเกษตรกรชาวสวนยางใน 8 อำเภอของจังหวัดสงขลา ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชเพียง 11.52% ส่วนอีก 71.99% ใช้เครื่องตัดหญ้า 9.68% ใช้รถไถ และ 6% ไม่มีการกำจัดวัชพืชในสวนยาง (พลากร สัตย์ซื่อ และปุรวิชญ์ พิทยาภินันท์, 2560) พื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ข้าว มีการใช้พาราควอตน้อยมาก ตัวอย่างเช่น งานวิจัยของมหาวิทยาลัยนเรศวร ที่ ตำบลบุญทัน อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู พบว่า ในพื้นที่ปลูกข้าวมีการใช้พาราควอตเพียง 5 ลิตรต่อพื้นที่ 1,424 ไร่ หรือคิดเป็น 0.0035 ลิตร/ไร่เท่านั้น

 

Read more...
สุขภาพหรรษา : พาราควอต (ตอนที่ 2) Print
User Rating: / 0
Articles - Articles
ศุกร์, 17 มกราคม 2020
p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 16.0px} p.p3 {margin: 0.0px 0.0px 14.9px 0.0px; line-height: 22.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p4 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} span.s1 {font-kerning: none} span.s2 {font: 14.0px Arial; font-kerning: none}

ไทยรัฐออนไลน์ รายงาน 19 .. 2563 


ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์และหลักฐาน เชิงประจักษ์ ของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด

มีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม : พาราควอต (ตอนที่ 2)

รายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร ความเป็นพิษของพาราควอตต่อการเจริญเติบโตของทารกสารพาราควอตสามารถส่งผ่านจากมารดาไปสู่ตัวอ่อนในครรภ์ ผลการวิจัยจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตรวจพบการตกค้างของพาราควอตในซีรั่มทารกแรกเกิดและมารดาถึง 17-20% และพบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมมีความเสี่ยงรับสารพาราควอตมากกว่าคนทั่วไป 1.3 เท่า หญิงตั้งครรภ์ที่มีประวัติการขุดดินในพื้นที่เกษตร มีความเสี่ยงในการตรวจพบพาราควอต คิดเป็น 6 เท่าของหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีการขุดดิน และหญิงตั้งครรภ์ที่ทำงานในพื้นที่เกษตรกรรมช่วง 6-9 เดือนของการตั้งครรภ์ พบพาราควอตตกค้างมากกว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ได้ทำงานถึง 5.4 เท่า (Kongtip et al., 2017) และตรวจพบพาราควอตในขี้เทา เด็กทารกแรกเกิดสูงถึง 54.7% จากมารดา 53 คน (Konthonbut et al., 2018) ในขณะที่การวิจัยลักษณะเดียวกันในประเทศฟิลิปปินส์ตรวจพบพาราควอตในขี้เทาทารกเพียง 2 จาก 70 ตัวอย่าง (2.85%)

การได้รับพาราควอตจากการใช้งานของเกษตรกร

พาราควอตเป็นสารที่มีความเสี่ยงสูงมากเกินกว่าที่จะนำมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยแม้จะมีการป้องกันที่ดีก็ตาม มีรายงานประมาณการจากการสัมผัสพาราควอต ของ EU พบว่าโอกาสสัมผัสพาราควอตจากการใช้เครื่องพ่นแบบสะพายหลังสูงกว่าระดับมาตรฐาน (AOEL) กรณีสวมอุปกรณ์ป้องกันมีโอกาส 60 เท่า และกรณีไม่ได้สวม เกิน 100 เท่า (EC., 2002) ปัจจุบันประเทศบราซิลกำหนดให้การใช้พาราควอตทำได้เฉพาะการฉีดพ่นโดยรถแทรกเตอร์ที่มีห้องโดยสารปิดมิดชิด แม้กระนั้นจากการประเมินของ Brazilian Health Regulatory Agency (ANVISA) พบว่า พาราควอตมีพิษเฉียบพลันร้ายแรง มีรายงานผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ทั้งยังสัมพันธ์กับการก่อโรคพาร์กินสัน และแม้จะมีเครื่องป้องกันที่ดีก็ตาม แต่ไม่ทำให้สามารถรับประกันอันตรายที่เกิดกับผู้ใช้ได้

Last Updated ( ศุกร์, 07 กุมภาพันธ์ 2020 )
Read more...
ไข้หวัดหมู H1N1 ระบาดไต้หวัน หน่วยควบคุมโรคเผยสัปดาห์เดียวดับ 13 ราย Print
User Rating: / 0
News - News
อังคาร, 04 กุมภาพันธ์ 2020

สนุกรายงาน วันที่ 4 กพ. 2563

 

p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} span.s1 {font-kerning: none} span.s2 {font: 14.0px Arial; font-kerning: none} span.s3 {text-decoration: underline ; font-kerning: none; color: #0000e9; -webkit-text-stroke: 0px #0000e9} span.s4 {font: 14.0px Thonburi; text-decoration: underline ; font-kerning: none; color: #0000e9; -webkit-text-stroke: 0px #0000e9}

นายจวง เหริน-เสียง รองอธิบดีศูนย์ควบคุมโรคไต้หวัน แถลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (31 ..) ว่า โรคไข้หวัดหมู ที่เกิดจากไวรัสเอช 1 เอ็น 1 (H1N1) ทำให้มีผู้เสียชีวิตในไต้หวัน 13 รายตลอดสัปดาห์ที่แล้ว

ด้านนายหลิน หย่ง-ชิง แพทย์จากศูนย์ควบคุมโรคไต้หวัน ระบุอีกว่า ผู้ป่วย 13 รายนี้ มีอายุระหว่าง 47-97 ปี หนึ่งในนั้นเป็นผู้หญิงอายุมากกว่า 80 ปี ที่มีอาการโรคปอดเรื้อรังและมะเร็งอยู่ก่อนแล้ว

ศูนย์ควบคุมโรคไต้หวันระบุว่า ไข้หวัดหมูระบาดหนักในไต้หวันตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา และมีผู้เสียชีวิต 56 คนในช่วงดังกล่าว 

พาราควอต (ตอนที่ 1) Print
User Rating: / 0
Articles - Articles
อังคาร, 14 มกราคม 2020
p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 16.1px 0.0px; line-height: 28.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 16.0px} p.p3 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p4 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; text-align: center; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 16.0px} p.p5 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p6 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; text-align: center; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} span.s1 {font-kerning: none} span.s2 {font: 14.0px Arial; font-kerning: none} span.s3 {font: 14.0px Thonburi; font-kerning: none}

ไทยรัฐออนไลน์ รายงาน วันที่ 12 .. 63

 


ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ และหลักฐานเชิงประจักษ์ ของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด มีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม : พาราควอต (ตอนที่ 1)

รายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร ข้อมูลทางวิชาการ : เหตุผลสนับสนุนการยกเลิกพาราควอต

พาราควอตและการใช้งานทางการเกษตร

พาราควอต (Paraquat) หรือที่รู้จักกันในชื่อการค้าว่า กรัมม็อกโซน (Gra-moxone) เป็นสารกำจัดวัชพืชที่อยู่ในกลุ่มสารประกอบ Bipyridynium มีชื่อทางเคมีว่า 1, 1-dimethyl-4, 4- bipyridinium โดยทั่วไปสารพาราควอตจะอยู่ในรูปเกลือไดคลอไรด์ (dichloride salt) ซึ่งเป็นสาร ประกอบที่สามารถละลายน้ำได้ดี (Eisler, 1990)


สารพาราควอตเป็นสารควบคุมวัชพืชใช้กันอย่างแพร่หลาย เป็นสารเคมีกำจัดวัชพืชที่อยู่ในกลุ่มแบบไม่เลือกทำลาย (nonselective herbicide) ซึ่งสามารถทำลายพืชทุกชนิดที่สัมผัสและทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ (Contacts-membrane disrupters) (ทศพล, 2545) นิยมใช้ในการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจหลายชนิดในประเทศไทย ได้แก่ ข้าวโพด อ้อย ยางพารา มันสำปะหลัง เป็นต้น

การใช้สารพาราควอตในพื้นที่การเกษตรเป็นระยะเวลานานมากกว่า 30 ปี ส่งผลให้เกิดการตกค้างของพาราควอตสู่สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการตกค้างในดิน ซึ่งพบว่าค่าครึ่งชีวิตของพารา-ควอตในดินอยู่ในช่วง 16 เดือน (ในห้องปฏิบัติการ) ถึง 13 ปี (ในธรรมชาติ) (Rao and Davidson, 1980) สารพาราควอตที่ตกค้างในดินในปริมาณมาก จะถูกชะล้างไปสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ น้ำใต้ดิน และตกค้างอยู่ในสิ่งมีชีวิตได้

ความเป็นพิษของพาราควอต

 

องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของประเทศสหรัฐอเมริกา (United States Environmental Protection Agency; U.S. EPA) ได้ระบุค่า LD50 ในมนุษย์ เท่ากับ 3-5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว (U.S. EPA., 2013) ซึ่งต่ำกว่าค่า LD50 ในหนูทดลอง 30-50 เท่า และ U.S. EPA ได้ระบุไว้บนหน้าเว็บไซต์ว่าพาราควอตมีพิษสูงต่อมนุษย์ แค่จิบหนึ่งก็ถึงแก่ชีวิตได้ โดยไม่มียาถอนพิษ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานวิจัยที่พบว่าอัตราการตาย (fatality) ของผู้ป่วยที่ได้สัมผัสสารพาราควอตมีอัตราตายมากกว่าผู้ป่วยที่ได้รับสารที่อยู่ในคลาส IB (มีพิษเฉียบพลันสูง)

เช่น สารเมโทมิล 3 เท่า และคาร์โบฟูราน 42.7 เท่า (Andrew et al., 2010) โดยทั้งสองสารนี้ ประเทศไทยไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียน แม้ว่าองค์การอนามัยโลก (World Health Organization; WHO) จะจัดให้พาราควอต เป็นสารอันตรายปานกลาง (Moderately hazardous) แต่ได้มีหมายเหตุประกอบว่า “Paraquat has serious delayed effects if absorbed. It is of relatively low hazard in normal use but may be fatal if the concentrated product is taken by mouth or spread on the skin” (WHO, 2009)

ทั้งนี้ มี 25 ประเทศที่ยกเลิกการใช้พารา-ควอตจาก 53 ประเทศ ให้เหตุผลว่าเป็นสารที่มีพิษเฉียบพลันสูง เช่น สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ กัมพูชา เป็นต้น

กลไกการเกิดพิษของพาราควอตเมื่อเข้าสู่ร่างกาย พาราควอตจะกระตุ้นให้เกิดการสร้าง superoxide anion ที่นำไปสู่การสร้างสารอนุมูลอิสระจำนวนมาก นำไปสู่การทำลาย NADPH ซึ่งเป็นสารตั้งต้นที่สำคัญของกระบวนการเมตาบอลิซึมของทั้งร่างกาย ทำให้เกิดภาวะเครียดเชิงเผาผลาญ (oxidative stress) อย่างรุนแรง (Suntres, 2002) ซึ่งจะทำให้สารอนุมูลอิสระเหล่านี้ทำลายโครงสร้างต่างๆภายในเซลล์

 

รวมทั้งไมโตรคอนเดรียซึ่งมีหน้าที่สร้างพลังงานให้กับเซลล์ และควบคุมการทำงานของนิวเคลียสทำลายสารพันธุกรรม ทำให้กลไกการซ่อมแซมทางพันธุ-กรรมเสียหาย ส่งผลทำให้เซลล์ตายและทำหน้าที่ผิดปกติไป (Jang et al., 2015; Seo et al., 2014; Weidauer et al., 2004)

พาราควอตและโรคพาร์กินสันแม้ว่าโมเลกุลของพาราควอตมีประจุ ซึ่งตามทฤษฎีแล้วจะซึมผ่านผนังเซลล์ไม่ได้ แต่มีรายงานที่ชี้ให้เห็นว่า พาราควอตเข้าสู่สมองผ่านเยื่อกั้นสมอง (blood-brain-barrier; BBB) และเข้าสู่เซลล์โดปามีน โดยผ่านทางตัวนำส่ง (transporter) ต่างๆ ได้แก่ Dopamine transporter (DAT) system (Rappold et al., 2011) Neutral amino acid transporter system (Chanyachukul et al., 2004; McCormack et al., 2003; Shimizu et al., 2001) Organic cation transporter (Rappold et al., 2011) และ Choline-uptake system (Vilas-Boas et al., 2014)

และมีการรายงานการค้นพบกลไกที่พาราควอตทำลายเซลล์ประสาท จากการสร้างอนุมูลอิสระพิษ (free radical) มากขึ้น (Colleen et al., 2017)

แม้ว่าสำนักงานการจัดการศัตรูพืชและยารักษาสัตว์แห่งออสเตรเลีย (Australian Pesticides and Veterinary Medicines Au-thority; APVMA, 2016) ได้ทบทวนข้อมูลและสรุปว่า MPTP เมื่อเข้าสู่เซลล์ประสาทจะมีกลไกที่ไปรบกวนกระบวนการ oxida-tive phosphory-lation แต่พาราควอตจะเข้าไปที่ cytoplasm จึงไม่เกิดกระบวนการดังกล่าว แต่งานวิจัยของ Martinez และ Greenamyre พบว่าพาราควอตสามารถเข้าสู่เซลล์ประสาทโดปามีน และรับอิเล็กตรอนจาก complex I (c I) และทำหน้าที่เป็น redox cycler ในการทำให้เกิดภาวะเครียดออกซิเดชัน ส่งผลให้เกิด mitochondrial dysfunction และการตายของเซลล์ประสาทโดปามีนได้ เช่นเดียวกันกับ MPP+ (เปลี่ยนรูปมาจาก MPTP) และ rotenone

ดังนั้น จากกลไกข้างต้นแสดงให้เห็นว่าพาราควอตสามารถเข้าสู่ เซลล์ประสาทโดปามีน ทำให้เกิด oxidative phosphorylation และ mitochondrial dysfunction ที่นำไปสู่การตายของเซลล์ประสาทโดปามีนเช่นเดียวกันกับ MPTP (Martinez et al., 2012)

 

จากการสังเคราะห์งานวิจัยทั้งหมดอย่างเป็นระบบ (metaanalysis) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Neurology รวบรวมงานวิจัยจากการศึกษาทั้งแบบ cohort และ case-control จำนวนทั้งหมด 104 เรื่อง ยืนยันการสัมผัสสารพาราควอตมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคพาร์กินสัน (Gianni & Emanuele, 2013) อีกทั้งมีงานวิจัยทางระบาดวิทยาในหลายประเทศที่ชี้ให้เห็นว่าพาราควอตเพิ่มโอกาสการเป็นพาร์กินสัน 67-470% (Liou et al., 1997; Firestone et al., 2005; Tanner et al., 2009)

ในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปได้ใช้เหตุผลพาราควอตทำให้เกิดโรคพาร์กินสันเป็นเหตุผลประกอบการยกเลิกการใช้ และรวมถึงประเทศที่จำกัดการใช้ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นอกจากนี้ สมาคมพาร์กินสันเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกสารพาราควอตโดยเร็ว.

หมอดื้อ

สุขภาพหรรษา : เหล้าขาวระบาดและหนทางอยู่รอด ตอน 2 Print
User Rating: / 0
Articles - Articles
อังคาร, 07 มกราคม 2020
p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 16.1px 0.0px; line-height: 28.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p3 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; text-align: center; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 16.0px} p.p4 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 16.0px} p.p5 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; text-align: center; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} span.s1 {font-kerning: none} span.s2 {font: 14.0px Arial; font-kerning: none}

ไทยรัฐออนไลน์ รายงาน วันที่ 5 .. 63

นโยบายรัฐบาลที่ดูจะได้รับความสนใจ

อย่างมาก ที่ให้ไปลงทะเบียนรับเงินไปใช้ คุ้นๆไหม แบบนี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปลี่ยนแผนและเอาเงินภาษีเหล้าบุหรี่มาจัดตั้งโครงการเลิกเหล้า เงินมา ชีวิตเปลี่ยน แบบนี้ดีไหม ทำทั่วประเทศเริ่มจากเชิญชวนคนที่มีประวัติติดเหล้า และกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น คนงานก่อสร้างมาลงทะเบียน...

คนที่ยังเลิกไม่ได้ก็ให้เข้ามาในระบบเพื่อเพิ่มโอกาสเลิกเหล้า

เมื่อเลิกได้แล้วก็มีการตรวจดูจากลมหายใจเป็นระยะ ถ้าเลิกได้สำเร็จก็มีรางวัลต่อเนื่องเป็นเงินไปเลย ร่วมกับการให้ความรู้การดูแลสุขภาพในทุกๆด้าน ถือโอกาสทำให้การดื่มเหล้าสูบบุหรี่โดยไม่มีความรับผิดชอบเป็นที่รังเกียจของสังคมเสียที


ส่วนคนที่ติดเหล้างอมแงมแต่กลับใจจะเลิกน่าเห็นใจเพราะถ้าไม่มียาช่วยหรือคำแนะนำในการลดเหล้าแบบไม่หักดิบมักจะเลิกยาก เพราะเจอปัญหาเมื่อพยายามเลิกพบว่าเกิดอาการลงแดง ซึ่งอธิบายได้จากกลไก

การออกฤทธิ์ของเหล้าไปกระตุ้นตัวรับสัญญาณกาบ้า (GABA) ซึ่งมีผลกดประสาททำให้ง่วงและขาดสติ

และเมื่อมีการกระตุ้นติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ระบบเคมีกาบ้า (GABAergic system) จะปรับตัว โดยการสร้างสมดุล ใหม่ แต่เมื่อมีการหยุดเหล้าเฉียบพลันสมดุลจึงหายไป และเกิดการกระตุ้นระบบต่างๆในสมองอย่างไม่มีการควบคุม ไม่สบายตัวจึงกลับไปดื่มต่อ

ส่วนในคนที่มีอาการเยอะ หลังหยุดดื่ม6-12 ชั่วโมง บ่อยครั้งจะนอนไม่หลับ มือสั่น กระวนกระวาย ท้องปั่นป่วน คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อแตก แต่จะไม่จบแค่นั้น พอ 12-24 ชั่วโมง ก็จะเห็นภาพหลอน หูแว่ว มีแมลงคลานตามผิวหนัง พอ 24 ชั่วโมงอาจหนักถึงขั้นชักเกร็งกระตุก สุดท้าย 48-72 ชั่วโมงจะเป็นช่วงเหลี่ยม (delirium tremens) คงจะเป็นไปไม่ได้แต่เป็นช่วงที่อยากจะให้มีการถ่ายวิดีโอให้คนไข้ดูความน่าสมเพชของตนเองจริงๆ จะได้ไม่อยากกลับไปดื่ม เพราะจะเป็นช่วงที่มีภาพหลอนหนัก ไข้ขึ้น หัวใจเต้นเร็ว ความดันขึ้น เหงื่อแตก เพราะระบบประสาทอัตโนมัติ (autonomic nervous system) มันรวนมาก และเป็นช่วงอันตรายมาก

 

อาการสามารถเป็นได้ถึง 5 วันหรือมากกว่า ทั้งนี้ ถ้าเจออาการเหล่านี้แต่ไม่ได้มีประวัติดื่มเหล้าเป็นเวลานาน หรือประวัติหยุดเหล้าชัดเจนอาจจำเป็นต้องหาสาเหตุอื่นพร้อมๆกันไปด้วย เพราะไข้และสับสนอาจหมายถึงติดเชื้อในสมองก็เป็นได้ หรืออาจจะเป็นจากยาเสพติดประเภทอื่นจำพวก stimulant เช่น โคเคนหรือแอมเฟตามีนก็เป็นได้ อาการแบบนี้ไม่ใช่จากกัญชาไม่ต้องส่งตรวจหา

นอกจากนั้นก็อย่าลืมตรวจระบบอื่นๆ ที่จะเป็นได้ในคนไข้ที่ดื่มเหล้าอย่างที่กล่าวไว้ในขั้นต้น เพราะคนไข้อาจหยุดเหล้าเพราะรู้สึกป่วยก็ได้ เช่น อาจจะมีหัวใจล้มเหลวจากขาดวิตามินบี 1 เรื้อรังจึงหายใจไม่ค่อยออก พอหยุดเหล้าเลยลงแดง

เมื่อค่อนข้างแน่ใจแล้วว่านี่ลงแดงจากเหล้า ยาหลักที่หมอเลือกใช้มีอยู่แค่สองกลุ่ม คือ กลุ่ม benzodiazepine เช่น ไดเอซีแปม (diazepam) เพราะไปช่วยให้ตัวรับสัญญาณที่เหลืออยู่สามารถทำงานได้ดี และตัว diazepam เองออกฤทธิ์ได้นานกว่ายาอื่นในกลุ่มเดียวกัน ตัวนี้ถือว่าดีที่สุดในคนที่มีอาการลงแดงรุนแรงและต้องนอนโรงพยาบาล โดยในบางรายเรียกว่าใช้ขนาดที่ล้มควายได้เลย และสามารถใช้ในคนไข้ที่ชักได้อีกด้วย

ส่วนจะให้ไปถึงเมื่อไหร่ หมอคิดว่าให้ได้ซ้ำทุก 15 นาที ถ้าให้ทางเส้นเลือดดำเพราะมันออกฤทธิ์ตั้งแต่ 5 นาทีแรกแล้ว จนกว่าจะหยุดเป็นอันตรายต่อตนเองและคนอื่น แต่ก็ไม่ใช่ให้เยอะจนสลบไปเลย ยาที่สามารถใช้ประกอบกับกลุ่ม benzodiazepine ได้ คือกลุ่ม GABA agonist เช่น gabapentin แต่มักจะใช้ประกอบกับ benzodiazepine เพราะมันเองไม่ได้เก่งมากนัก จะเลือกใช้ตัวเดียวเลยในกลุ่มที่มีอาการไม่รุนแรงเท่านั้นเพื่อลดอาการกระวนกระวาย

 

นอกจากยาสองกลุ่มนี้หมอไม่ค่อยเห็นด้วยในการใช้ เช่น การใช้ยาต้านอาการทางจิต เพราะถึงมันจะช่วยลดภาพหลอนแต่การออกฤทธิ์ของมันคือการต้านโดพามีนและไม่ได้ตรงกับที่สมอง ต้องการ ส่วนมากใช้เพราะไม่กล้าให้ diazepam เพิ่ม แท้จริงแล้วยังให้ diazepam ไม่พอ ห้ามลืมให้วิตามินบีเด็ดขาด

ส่วนถ้าอาการไม่รุนแรงมากแทบทุกรายควรจะสามารถจ่ายยาเม็ด เช่น lorazepamให้ทุก 6 ชั่วโมง กลับไปกินได้ ร่วมกับ gabapentin แต่ต้องประเมินดูให้ดีว่าคนไข้นั้นมีความรับผิดชอบในการกินยามากแค่ไหน

สุดท้ายก็อย่าลืมว่า benzodiazepine เป็นยาเสพติดไม่ควรให้ระยะยาว

ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยประสบการณ์จะดีถ้าสามารถเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความสนใจในด้านนี้เข้ามาช่วยดูแลและจัดระบบ ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษา การหยุดเหล้าที่บ้าน ไปจนถึงการแอดมิตสำหรับการหยุดเหล้าเพื่อที่จะดูอาการได้อย่างใกล้ชิดในคนที่มีความเสี่ยงสูงก็คงจะเป็นเรื่องที่ดี

สุดท้ายอยากย้ำถึงความสำคัญของพยาบาลที่คอยทุ่มเทอยู่อย่างเสมอ และผู้ป่วยที่ลงแดง เป็นผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งที่เพิ่มปริมาณงานของพยาบาลอย่างมาก เพราะสร้างความวุ่นวายตลอดเวลา...

อย่าลืมว่าไม่มีหมอโรงพยาบาลเปิดต่อได้ แต่ไม่มีพยาบาลหรือบุคลากรสนับสนุนเมื่อไหร่ ก็ลาก่อนครับ ด้วยความเป็นห่วง.

 

หมอดื้อ

มาเลเซียแถลงพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาเป็นครั้งแรก 3 ราย Print
User Rating: / 0
News - News
อาทิตย์, 26 มกราคม 2020
p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 16.1px 0.0px; line-height: 28.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} span.s1 {font-kerning: none} span.s2 {font: 14.0px Thonburi; font-kerning: none} span.s3 {font: 14.0px Arial; font-kerning: none}

nationweekend รายงาน วันที่ 25 .. 63

เมื่อวันที่ 25 ..2563 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการมาเลเซีย ยืนยันว่า พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นครั้งแรกแล้ว จำนวน 3 คน โดยทั้งหมดเป็นชาวจีน และมีความเกี่ยวข้องกับผู้ติดเชื้อที่ตรวจพบในสิงคโปร์ก่อนหน้านี้ ซึ่งผู้ติดเชื้อทั้งหมดยังคงมีอาการทรงตัว

“ยาปฏิชีวนะ” ใช้อย่างไร ไม่เสี่ยง “เชื้อดื้อยา” Print
User Rating: / 0
News - News
เสาร์, 25 มกราคม 2020

สนุก รายงาน วันที่ 23 .. 63

หากไม่อยากเป็นโรคที่ใช้ยาถูก ไม่ได้ ต้องใช้ยาแรง แพง หรือไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาเหมือนคนอื่น ควรใช้ยาปฏิชีวนะให้ถูกต้อง ไม่สุ่มสี่สุ่มห้าซื้อมากินเองเด็ดขาด


ยาปฏิชีวนะ คืออะไร ?

.นพ. นพดล วัชระชัยสุรพล หน่วยโรคติดเชื้อ ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย อธิบายเอาไว้ใน รายการ เกร็ดความรู้คู่สุขภาพ ของ ติดจอ .จุฬา ว่า ก่อนจะทำความรู้จักกับยาปฏิชีวนะ ขอแนะนำให้รู้จักกับคำใกล้เคียงอื่น

ยาฆ่าเชื้อ และ ยาต้านจุลชีพ เป็นยาที่เอาไว้ฆ่าเชื้อโรค เชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา หรือเชื้อโปรโตซัวต่าง  

ส่วนยาปฏิชีวนะ ส่วนมากเราหมายถึงยาที่ใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียเป็นหลัก

หากไม่ได้ระบุว่าเป็นยาฆ่าเชื้อประเภทไหน โดยส่วนใหญ่เราจึงหมายถึง ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

ยาปฎิชีวนะ ใช้รักษาโรคที่ติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้รักษาโรคติดเชื้ออื่น ได้ เช่น โรคติดเชื้อจากไวรัส โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น


ยาปฏิชีวนะ VS ยาแก้อักเสบ

ยาปฏิชีวนะ กับยาแก้อักเสบ ไม่เหมือนกัน โดยยาแก้อักเสบ หมายถึง ยาที่ช่วยลดอาการอักเสบ อาจเป็นยาสเตียรอยด์ หรือไม่ใช่สเตียรอยด์ก็ได้ แต่ไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อแต่อย่างใด


อาการแบบไหน ควรใช้ยาปฏิชีวนะ

อาการที่พบได้บ่อย และมักสับสนว่าควรใช้ยาปฏิชีวนะหรือไม่ คือ อาการเจ็บคอ

อาการเจ็บคอ มีหลายลักษณะอาการ มาจากหลายสาเหตุ และยังมาจากเชื้อหลายชนิด เช่น หากเจ็บคอ ไอ น้ำมูกไหล มีไข้สูง อาจเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะ เพราะเป็นอาการเจ็บคอที่ไม่ได้มาจากเชื้อแบคทีเรีย

แต่หากเจ็บคอ แล้วมีอาการไข้สูง ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต ไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก อาจเป็นอาการเจ็บคอจากเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า “Strep” การติดเชื้อแบบนี้ อาจต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

นอกจากนี้ ในยาชนิดเดียวกัน ยังมีการแบ่งขนาดของยาในการใช้แตกต่างกันไปในแต่ละโรค แต่ละอาการ แต่ละคนด้วย เช่น สำหรับเชื้อแบคทีเรีย Strep ต้องกินปริมาณน้อย แต่ติดต่อกันนาน 10 วัน คนที่ซื้อยากินเองอาจกินแค่ 2-3 วัน แล้วหยุดกินยาเมื่ออาการดีขึ้น ซึ่งเสี่ยงต่อการกลับมาเป็นซ้ำ หรือมีผลข้างเคียงจากการติดเชื้อได้ ดังนั้นการซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง จึงเสี่ยงต่อเชื้อดื้อยา


อันตรายจากการซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง

อาการเจ็บป่วยบางอย่าง เราอาจไม่ทราบว่ามีสาเหตุมาจากเชื้อชนิดใด การซื้อยาแก้อักเสบมากินพร่ำเพรื่อเอง จึงอาจเป็นการกินยาไม่ถูกโรค ไม่ถูกคน และยังอาจเสี่ยงกินยาไม่ถูกขนาดอีกด้วย ซึ่งนอกจากจะรักษาอาการของโรคนั้น ไม่หายแล้ว ยังอาจนำไปสู่ปัญหาเชื้อดื้อยาที่อันตรายต่อสุขภาพในอนาคตอีกด้วย

แบ่งอันตรายจากการใช้ยาปฏิชีวนะเองออกเป็น 3 ไม่ ได้แก่

  • ไม่หาย 

อาการของโรคที่เป็นอยู่อาจไม่หาย หรือไม่หายขาด

 


  • ไม่พึงประสงค์ 

 

อาจเกิดอาการที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นได้ เช่น แพ้ยา ที่มีอาการตั้งแต่ผื่นขึ้นเล็กน้อย มีผื่นรุนแรง ไปจนถึงช็อก และหากมีอาการรุนแรงมากอาจเสี่ยงเสียชีวิตได้ หรืออาการข้างเคียงจากการใช้ยาไม่ถูกต้อง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ใจสั่น ปวดกล้ามเนื้อ ฯลฯ

 

  • ไม่เหลือยา

 

หากเรากินยาปฏิชีวนะบ่อย แม้ไม่มีความจำเป็น ไม่มีเชื้อแบคทีเรียให้ฆ่า แบคทีเรียที่อยู่ในร่างกายของเราเองอยู่แล้ว อาจเกิดอาการดื้อยา ทำให้หากมีอาการติดเชื้อในครั้งถัดไป เชื้ออาจจะดื้อยารุนแรง และทำให้การรักษาด้วยตัวยาเดิมไม่ได้ผล ซึ่งอาจจะต้องใช้ยาที่แรงขึ้น หรือใช้วิธีการรักษาอื่น ที่ยุ่งยากมากยิ่งขึ้น ซึ่งเสี่ยงที่จะรักษาไม่ได้หากมีอาการดื้อยาอย่างรุนแรงจริง มีความเสี่ยงเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น 

p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 16.1px 0.0px; line-height: 28.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 14.0px 0.0px; line-height: 17.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p3 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p5 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p6 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 16.0px} li.li4 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} span.s1 {font-kerning: none} span.s2 {font: 14.0px Arial; font-kerning: none} span.s3 {text-decoration: underline ; font-kerning: none; color: #0000e9; -webkit-text-stroke: 0px #0000e9} span.s4 {font: 14.0px Thonburi; text-decoration: underline ; font-kerning: none; color: #0000e9; -webkit-text-stroke: 0px #0000e9} span.s5 {font: 14.0px Arial} ul.ul1 {list-style-type: disc}
Read more...
อันตรายจาก “อาหารตรุษจีน” ที่คนส่วนใหญ่อาจไม่ระวัง Print
User Rating: / 0
News - News
ศุกร์, 24 มกราคม 2020
p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 16.1px 0.0px; line-height: 28.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 16.0px} p.p3 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p4 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} li.li5 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} span.s1 {font-kerning: none} span.s2 {font: 14.0px Arial; font-kerning: none} span.s3 {text-decoration: underline ; font-kerning: none; color: #0000e9; -webkit-text-stroke: 0px #0000e9} span.s4 {font: 14.0px Arial} span.s5 {font: 14.0px Thonburi; text-decoration: underline ; font-kerning: none; color: #0000e9; -webkit-text-stroke: 0px #0000e9} ol.ol1 {list-style-type: decimal}

สนุก รายงาน วันที่ 24 .. 63


อาหารไหว้เจ้า นอกจากจะเป็นการแสดงความนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และบรรพบุรุษของครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนแล้ว ยังเป็นอาหารรสเลิศที่หลายคนรอคอยที่จะได้ทาน และในหนึ่งปีจะได้ทานแค่ครั้งเดียว แต่ในรสชาติอาหารอร่อยๆ เหล่านี้ อาจมีอันตรายแอบแฝงโดยที่คุณ และครอบครัวอาจไม่เคยทราบมาก่อน

 

  1. ฟอร์มาลีน

เราอาจพบการปนเปื้อนสารฟอร์มาลีนจากอาหารสด โดยเฉพาะสัตว์ทะเล และผักผลไม้บางชนิด เนื่องจากมีการลักลอบนำฟอร์มาลีนมาใช้เก็บรักษาอาหารเหล่านั้นให้เก็บสดๆ ได้นานยิ่งขึ้น เมื่อฟอร์มาลีนเข้าสู่ร่างกายอาจส่งผลต่อตับ ไต หัวใจ และสมอง และหากได้รับฟอร์มาลีนมากเกินไปอาจส่งผลถึงชีวิตได้

 

  1. บอแรกซ์

พบบอแรกซ์ได้ในอาหารสำเร็จรูป หรืออาหารแห้งต่างๆ เช่น ลูกชิ้น หมูสับ ตังกวยแฉะ (ขนมฟักแห้ง) ขนมอี้ (บัวลอยจีน) ซกซา (ถั่วเคลือบน้ำตาล) หากทานอาหารที่มีบอแรกซ์ปนเปื้อนอาจทำให้เกิดอาการตอบสนองต่อพิษฉับพลัน เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ผิวหนังร้อนแดง ความดันโลหิตลดลง หมดสติ หรือหากรับประทานในปริมาณมาก หรือแพ้มาก อาจส่งผลถึงชีวิตได้เช่นกัน

 

  1. สารกันเชื้อรา หรือกรดซาลิซิลิค

สารชนิดนี้มักถูกใช้ในอาหารประเภทหมักดอง ทั้งผักดอง ผลไม้ดอง และอาหารแห้งอย่างปลาหมึกแห้ง เห็ดหอมแห้ง ถั่วแห้ง เมื่อทานเข้าไปอาจเข้าไปทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร และลำไส้

 

  1. สารฟอกขาว

สารฟอกขาวมักถูกใช้กับอาหารที่ต้องการให้มีลักษณะสด สะอาด น่าทาน เช่น ถั่วงอก เต้าหู้ หน่อไม้จีน ขิงซอย เห็ดหูหนูขาว และเส้นก๋วยเตี๋ยว หากทานอาหารที่มีสารฟอกขาวปนเปื้อนมากๆ อาจเกิดอาการอักเสบต่ออวัยวะที่สัมผัส เช่น ปาก กระเพาะอาหาร อาจรู้สึกแน่นหน้าอก ปวดท้อง อาเจียน หรือหากได้รับในปริมาณที่มาก หรือมีอาการแพ้มากอาจเสียชีวิตได้


 

  1. ยาฆ่าแมลง

นอกจากในผักผลไม้สดที่เราอาจพบได้ในอาหารทุกๆ วันแล้ว อาหารตรุษจีนยังอุดมไปด้วยอาหารแห้ง เมื่อทานอาหารที่ปนเปื้อนยาฆ่าแมลงในปริมาณมาก อาจทำให้กล้ามเนื้อสั่น ชักกระตุก หายใจติดขัด หมดสติ และอาจกลายเป็นสารก่อมะเร็งได้

 

  1. สีย้อมผ้า

อาจจะงงว่าสีย้อมผ้ามาจากไหน เราอาจพบสีย้อมผ้าจากเชือกฟางที่ใช้มัดไก่ หรือเป็ดต้มสุก หรือสีจากก้านธูปที่ปักลงไปในอาหาร และผลไม้ที่ใช้ไหว้ สีย้อมผ้าเหล่านี้อาจมีสารประกอบที่อันตรายต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นสารตะกั่ว ปรอท สารหนู และโครเมียม เป็นต้น โดยสารเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการฉับพลัน เช่น คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย หรืออาจสะสมในร่างกายในระยะยาวจนเสี่ยงเป็นมะเร็งได้

 

  1. อาหารค้างนาน

อาหารทุกชนิดที่ปล่อยให้เย็นชืดค้างอยู่นาน มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดจุลินทรีย์ในอาหารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

ดังนั้นอาหารทุกชนิดก่อนทานควรนำไปอุ่นให้ร้อนก่อนทาน โดยสามารถอุ่นในไมโครเวฟด้วยความร้อน 800 วัตต์ เป็นเวลา 2-3 นาที จนกว่าจะพบว่าอาหารร้อนจนมีไอร้อนขึ้น สำหรับขนมหวานอย่างขนมเข่ง ขนมเทียน สามารถทานเย็นได้ แต่หากต้องการเก็บไว้นานๆ ให้นำไปอุ่นให้ร้อน จากนั้นก็เก็บเข้าตู้เย็นในอุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส จะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในอาหาร และยืดอายุอาหารให้เก็บได้นานขึ้นอย่างปลอดภัยต่อสุขภาพ

ส่วนอาหารอื่นๆ ทั้งอาหารสด และอาหารแห้ง ควรเลือกซื้อจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ ตรวจสอบความสะอาดก่อนนำมาทำพิธี หรือนำมาปรุงอาหาร ไม่ให้เชือกฟาง และก้านธูปสัมผัสกับอาหาร หรือหากไม่สามารถลดอาหารที่ใช้ประกอบพิธีได้ ก็ควรลดการทานอาหารที่เสี่ยงต่อสารปนเปื้อนให้มากที่สุด

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :ศูนย์อนามัยที่ 5 ราชบุรี,สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ), Goodlifeupdate.com,ดร.รชา เทพษร ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) 

<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 1 - 15 of 5401