Home
Home
Thailand chikungunya cases top 9,000, Up dramatically over recent years Print
User Rating: / 0
News - News
อาทิตย์, 10 พฤศจิกายน 2019

by ROBERT HERRIMAN   reported on  November 9, 2019


The number of infections with the mosquito-borne viral infection, chikungunya, in Thailand has eclipsed the 9,000 case mark this week, according to the Thailand Bureau of Epidemiology.

Health officials report 9,085 cases in 56 of the 76 provinces in the country through Nov. 5. No deaths have been reported.

This compares with 3,580 cases reported from 18 provinces in all of 2018 and only 10 cases in all of 2017.

Provinces reporting the most cases include Pattani, Ranong, Tak, Phuket and Songkhla.

Chikungunya is a viral disease transmitted to humans by infected mosquitoes. It causes fever and severe joint pain, which is often debilitating. Other symptoms include muscle pain, headache, nausea, fatigue, and rash.

The disease shares some clinical signs with dengue and Zika, and can be misdiagnosed in areas where they are common. As there is no cure, treatment is focused on relieving the symptoms.


11,520 dengue fever cases reported in Sindh Print
User Rating: / 0
News - News
อาทิตย์, 10 พฤศจิกายน 2019

Web Desk reported on Nov 10, 2019


KARACHI: As many as 231 fresh cases of mosquito-borne dengue fever have been reported in Karachi, ARY News reported.

According to the Dengue Surveillance Cell report, the number of dengue fever cases has jumped to 11,520 in Sindh with the recent increase of 231 cases in the port city.

The death toll has jumped to 30 this year in Karachi.


Recently, A 55-year-old woman, identified as Zahida Kausar, resident of the Federal B. Area, lost her life fighting the dengue virus at a private hospital of Karachi. A seventh-month-old child, resident of Al-Noor society, also lost the battle against dengue fever.

Meanwhile, the health authorities on Monday confirmed that as many as 40 new cases of mosquito-borne dengue fever were detected during the last 24 hours across Khyber Pakhtunkhwa.

According to Dengue Response Unit (DRU), the number of dengue positive cases in Khyber Pakhtunkhwa has soared to 6,710 with the confirmation of 40 new patients.

The officials said that 13 new cases were reported in Peshawar city, while the number of dengue fever cases has reached 2565 in the provincial capital.

The mosquito-borne disease which may prove fatal if not diagnosed and treated in time has spread rapidly throughout Pakistan and has caused serious concern among the masses.


เลี่ยง “โรคติดเกม” ด้วย 3 ข้อตกลงที่ควรบอกลูก Print
User Rating: / 0
News - News
เสาร์, 09 พฤศจิกายน 2019

สนุกรายงานวันที่ 9 พย. 62


ปี .. 2018 องค์การอนามัยโลก ได้ประกาศ "โรคติดเกม" (Gaming Disorder) เป็นหนึ่งในโรคทางจิตเวช มีผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพ ครอบครัว การศึกษา การงานอาชีพ และสังคม


โรคติดเกม = เสพติดเกมเหมือนยาเสพติด

นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า โรคติดเกม คือ โรคที่เกิดจากพฤติกรรมเสพติดในทางสมองมีลักษณะคล้ายกับติดสารเสพติด เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาสมอง พัฒนาการ และพฤติกรรมของเด็ก ส่วนใหญ่จะติดจากการเล่นเกมผ่านอินเทอร์เน็ต 


อาการของโรคติดเกม

อาการสำคัญของโรคติดเกม มีดังนี้

  1. ใช้เวลาเล่นนานเกินไป

  2. ขาดการควบคุมตนเองในการใช้ชีวิตปกติ เช่น การกิน การนอน

  3. เสียหน้าที่ การเรียน และการงาน ดังนั้น ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กติดเกม สามารถป้องกันได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น ซึ่งง่ายกว่าการแก้ไขภายหลัง
Read more...
8 พฤติกรรมเสี่ยงทำลาย "สมอง" Print
User Rating: / 0
News - News
จันทร์, 04 พฤศจิกายน 2019

สนุก รายงาน วันที่ 03 .. 62


รู้หรือไม่ว่าพฤติกรรมที่คุณทำจนคุ้นชิน และ กลายเป็นนิสัยติดตัวนั้น บางครั้งกลายเป็นพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อการทำลายสุขภาพสมองในระยะยาว มาดูกันว่าพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง ที่ควรหลีกเลี่ยงมีอะไรบ้าง

  1. ละเลยการกินอาหารเช้า

อาหารเช้าสำคัญใคร ก็รู้ แต่ผู้คนส่วนใหญ่มักจะละเลยการกินอาหารเช้า เพราะรีบเร่งเดินทาง และ หน้าที่การงานที่รัดตัวจนทำให้ละเลยอาหารเช้าแล้วไปควบรวมเป็นอาหารกลางวันแทน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วร่างกายที่ขาดอาหารมานานประมาณ 6-7 ชั่วโมงนั้นต้องการอาหารเช้าเป็นอย่างยิ่ง เมื่อคุณละเลยอาหารเช้าและปล่อยให้ท้องว่างไปจนถึงเที่ยงวัน นั่นเท่ากับว่าร่างกายและสมองขาดสารอาหารที่จำเป็นในการหล่อเลี้ยง ซึ่งจะส่งผลเสียในระยะยาว

  1. สูบบุหรี่

รู้กันดีว่า สูบบุหรี่ ไม่ดีต่อสุขภาพ แต่ก็ยังมีนักสูบหน้าใหม่เพิ่มขึ้นทุกปี แม้จะมีการรณรงค์อย่างเข้มข้นมากขึ้น ถ้าอย่างนั้นมาดูงานวิจัยในปี 2012 กันดีกว่าเพื่อจะทำให้หลายคนอยากหันกลับมาเลิกบุหรี่กันบ้าง ซึ่งงานวิจัยฉบับดังกล่าวนั้นระบุว่า ชายวัยกลางคนที่สูบบุหรี่ต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน มีโอกาสที่จะเกิดภาวะสมองเสื่อมมากกว่าคนที่ไม่สูบ หรืองานวิจัยในปี 2015 ก็ระบุตรงกันว่า ผู้ที่สูบบุหรี่นั้นมีโอกาสสูงถึง 30 เปอร์เซนต์ที่จะมีภาวะสมองเสื่อมหากเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่

  1. กิน-ดื่มมากจนเกินพอดี

คนเป็นคนช่างกิน แล้วมันผิดตรงไหน คำตอบคือไม่ผิด ถ้าคุณไม่กินจนเกินความต้องการของร่างกาย  เพราะการบริโภคอาหารเครื่องดื่มจนมากเกินไปไม่ส่งผลดีต่อร่างกาย ระบบประสาทและสมอง จากผลวิจัยของสถาบันการแพทย์  Mount Sinai School of Medicine นั้นระบุว่า การกินดื่มที่มากเกินความต้องการของร่างกายนั้น ทำให้ฮอร์โมนอินซูลินในร่างกายทำงานผิดปกติ และอาจเป็นการนำไปสู่โรคอ้วนหรือเบาหวานได้

  1. ทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน

ในปัจจุบันการทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ดูจะกลายเป็นนิสัยที่คนในสังคมบอกว่าไม่ผิดปกติ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วการทำหลายอย่างในเวลาเดียวกันเป็นการเปิดให้เกิดความผิดพลาดสูงมาก และเหนืออื่นใด มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดระบุว่า การทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันเปรียบเสมือนการใส่ยาพิษทีละน้อยให้กับสมองของคุณเอง จากงานวิจัยนั้นพบว่า คนที่ทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน หรือ รับข้อมูลจากสังคมดิจิทัลหลายทางในทุกๆวัน จะมีปัญหาในเรื่องของความจำ เมื่องานนั้นผ่านพ้นไปแล้วจะไม่สามารถจดจำรายละเอียดที่สำคัญได้ ซึ่งจะแตกต่างจากคนที่ทำงานอย่างเดียวให้เสร็จแล้วค่อยทำงานอย่างอื่นต่อ ซึ่งจะจำในรายละเอียดของงานที่ทำได้ดีกว่า


Last Updated ( จันทร์, 11 พฤศจิกายน 2019 )
Read more...
“โรคเนื้อเน่า” จากยุง-แมลงกัด อันตรายจากการทำความสะอาดแผลไม่ดีพอ Print
User Rating: / 0
News - News
พุธ, 06 พฤศจิกายน 2019

สนุกรายงาน 06 .. 62


กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แนะนำประชาชนหากถูกแมลง ยุงกัดหรือมีบาดแผล แม้เพียงเล็กน้อย ขอให้ดูแลแผลให้สะอาด เพราะอาจเสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคเนื้อเน่าได้ หากแผลเกิดการอักเสบ เช่น บริเวณบาดแผลมีลักษณะปวด บวม ร้อน แดงมากขึ้น หรือมีไข้ แล้วลุกลามให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อรับการวินิจฉัย ซึ่งโรคนี้สามารถรักษาได้

โรคเนื้อเน่า คืออะไร ? มีอาการอย่างไร ?

นายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคเนื้อเน่า หรือเรียกว่า เนคโครไทซิ่ง แฟสเชียไอติส (Necrotizing fasciitis) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนในแผล ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อย 2 ชนิด คือ Streptococcus pyogenes และ Staphylococcus aureus โดยมีการติดเชื้อบริเวณผิวหนังและชั้นไขมันใต้ผิวหนังอย่างรุนแรง 

โรคเนื้อเน่าพบบ่อยในช่วงฤดูฝน มักพบในผู้ที่มีบาดแผลเล็ก น้อย หรือแผลจากการถูกแมลงหรือยุงกัด แล้วสัมผัสกับแบคทีเรียที่อยู่ในดินหรือในน้ำ และอาจดูแลแผลไม่ดี จนแผลลาม ทำให้แผลติดเชื้อซ้ำซ้อน


อันตรายของโรคเนื้อเน่า

สำหรับประเทศไทย แต่ละปีจะพบผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าประมาณ 100-200 ราย พบผู้ป่วยมากในช่วงฤดูฝน และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ตำแหน่งที่เกิดมากสุดคือที่บริเวณขา รองลงมาเป็นบริเวณเท้า เมื่อเชื้อโรคที่พบในดินในน้ำทั่ว ไปเข้าไปในแผล จะทำให้เกิดการอักเสบ ลุกลามได้ง่าย รายที่รุนแรงอาจเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ภาวะไตวาย ช็อค และอาจเสียชีวิตได้ ที่สำคัญหากมาพบแพทย์ช้า เมื่อมีอาการรุนแรงถึงขั้นช็อกแล้ว จะทำให้อัตราการเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและความรุนแรงด้วย


Read more...
White-nose syndrome: FWS announces $100,000 challenge to save nation’s bats Print
User Rating: / 0
News - News
พฤหัสบดี, 31 ตุลาคม 2019

by PRESS RELEASE ,October 30, 2019


The U.S. Fish and Wildlife Service is announcing a $100,000 challenge to combat white-nose syndrome (WNS), a lethal fungus that has killed millions of bats in North America and pushed some native bat species to the brink of extinction. Funding will be awarded to individuals who identify innovative ways to permanently eradicate, weaken or disarm the disease.

“Bats play an important role in native ecosystems by pollinating plants, dispersing seeds and eating agricultural pests that destroy crops and harm the economy,” said David Bernhardt, Secretary of the U.S. Department of the Interior. “Unfortunately, white-nose syndrome is destroying native bat populations at unprecedented rates. We need creative and innovative solutions to combat this deadly disease. I support the white-nose syndrome challenge and encourage the public to submit ideas. Together, we can save our nation’s bats while eradicating one of the most devastating wildlife diseases in North America.”

“The national response to white-nose syndrome has demonstrated we can be more innovative and impactful when we harness our collective expertise, knowledge and skills,” said Service Principal Deputy Director Margaret Everson. “The white-nose syndrome challenge is designed to tap into that collaborative energy to fight the fungus and help save America’s bats and the natural benefits they provide to people.”

White-nose syndrome is caused by a fungus that sometimes looks like white fuzz on bats’ muzzles and wings. The fungus thrives in cold, damp places and infects bats during hibernation. Impacted bats wake up more frequently, which often results in dehydration and starvation before spring arrives.

Biologists first observed the impacts of white-nose syndrome in 2007 in caves near Albany, N.Y. Since then, white-nose syndrome has been confirmed in 33 states and seven Canadian provinces. At some affected sites, 90 to 100 percent of bats have disappeared, most succumbing to the disease.

“White-nose syndrome is considered one of the deadliest wildlife diseases, having killed over six million North American bats since it was discovered. The degree to which WNS has spread, including to my home state of South Dakota, is concerning,” said Kelly Hepler, President of the Association of Fish and Wildlife Agencies and Secretary of the South Dakota Department of Game, Fish and Parks. “Fish and wildlife agencies and partner organizations are dedicated to finding ways to reduce the effects of WNS and improve the survival of bats.”

Bats eat insects and are critical pest controllers. In the United States alone, bats are estimated to save farmers at least $3.7 billion per year in pest control services. A bat can possibly eat its own body weight in insects each night. Due to the drastic reduction in native bat populations, millions of insects are feeding on trees and crops, which can impact forestry, agriculture and even human health.

There is no known cure for white-nose syndrome, but scientists worldwide are working together to study the disease and how it can be controlled. Much of this work has been conducted under the umbrella of the U.S. National Response to White-nose Syndrome, a broad, multi-agency effort led by the Service.

The Service will host a webinar Nov. 20, 2019, from 2 to 3 p.m. ET for the public to learn more about the challenge guidelines, judging criteria, timeline and more. The deadline for individuals or teams to enter the challenge is Dec.31, 2019, by 11:59 p.m. ET.

Winning ideas will be the focus of future collaborations with scientists, designers and engineers to bring solutions to life. Additional information regarding rules and eligibility is available at www.whitenosesyndrome.org and on www.challenge.gov.

To help raise awareness about the importance of bats, U.S. Secretary of the Interior David Bernhardt has designated October 24-31 as National Bat Week. Visit www.batweek.org for more information.

Dengue in Central America 2019: Incidence rate higher than in the previous five previous years Print
User Rating: / 0
News - News
พฤหัสบดี, 31 ตุลาคม 2019

by NEWS DESK  October 31, 2019


Central American countries in 2019 have seen an increased incidence of dengue fever, in fact, the cumulative incidence rate of dengue in the Central America region is higher than in the previous five previous years, with an incidence of more than 100 people with dengue per 100,000 people, according to the International Federation of Red Cross and Red Crescent Societies . 


To date in Central America, close to 250,000 people in Costa Rica, El Salvador, Guatemala, Honduras, and Nicaragua have been reported to have dengue in 2019. Considering that dengue cases are typically underreported (with a 14 to 28 time ratio), the number of people who have been infected with dengue is likely much higher.

Three countries in Central America have declared an Epidemiological Alert for the current outbreak: Honduras (14 June 2019), Guatemala (29 July 2019) and Nicaragua (31 July 2019). El Salvador and Costa Rica are reporting an increase in dengue cases compared to previous years, and ministries of health of both countries are implementing response activities to reduce the incidence of cases.

Honduras, for example, is experiencing the worst dengue outbreak in its history, with 81,858 cases of dengue and 142 deaths.

The following factors and conditions contribute to the risk of a worsening outbreak exceeding endemic thresholds throughout the region:

• Increased rainfall leading to faster outbreak spread due to increased mosquito breeding sites.
• Typically, the highest incidence for dengue in Central America occurs from August through November and sometimes extends to January.
• Currently, the four dengue serotypes (DENV 1, DENV 2, DENV 3 and DENV 4) circulate simultaneously in Central America, which increases the risk of severe cases and the consequent burden of care for health services. Serotype 2 is one of the deadliest and is the one that is currently affecting children and adolescents in the region.

Subscribe to Outbreak News TV

• Children under 15 are the most affected group. In Honduras, they constitute 66% of all confirmed deaths, while in Guatemala, they represent 52% of the total cases of severe dengue. According to PAHO, this heightened risk is the result of low exposure, and therefore, low immunity among this age range.
• There has been inadequate environmental management and limited access to water services in impoverished areas.
• The Central American region is experiencing a series of political and social challenges (restructuring of the Ministry of Health in El Salvador; health sector strikes and social mobilizations in Honduras, Nicaragua and Guatemala; etc.) that are hindering access to health services for the population affected by dengue fever.
• Migrants and internally displaced people in the region may find accessing health services challenging.


สุขภาพหรรษา : พาราควอต เจอจังๆ ตายทีละน้อย สเปิร์มหด ฮอร์โมนเหี่ยว Print
User Rating: / 0
Articles - Articles
จันทร์, 28 ตุลาคม 2019

ไทยรัฐออนไลน์ รายงาน วันที่  27 .. 2562  https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/1690606


หมอแทบทุกคน เคยรักษา เคยพบ ผู้เสียชีวิตจากสารเคมีพิษพาราควอต

รวมทั้งในลักษณะเฉียบพลัน ระยะสั้นจากการสัมผัสน้ำที่มีการปนเปื้อนด้วยสารพิษ ทำให้ผิวหนังผิดปกตินำไปสู่แผล...ติดเชื้อ และมีจำนวนมากที่ต้องตัดอวัยวะจากหนังเน่า เนื้อเน่า เสียชีวิต

และ...ระยะยาวจากการที่ได้รับสารเคมีแม้มีปริมาณน้อยแต่สะสม...เกิดโรคต่างๆทางสมอง มะเร็ง โรคทางเมตาบอลิก เบาหวาน ไขมัน ตับ

อันตรายที่เกิดขึ้นจากสารเคมี เช่น พาราควอตจะเกิดกับเกษตรกร ...ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เกษตรกรรม รวมกระทั่งถึงคนที่ทำอาชีพรับพ่นสารเคมีฆ่าหญ้าฆ่าแมลง

โดยประชาชนเหล่านี้จะเป็นคนด่านหน้าที่ได้รับอันตรายสูงสุด ทั้งนี้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากการสัมผัสโดยตรง หรือสัมผัสกับน้ำที่มีสารเคมี ต่อผิวหนังที่มีแผลหรือไม่มีแผลก็ตาม โดยเฉพาะที่เป็นเนื้ออ่อน เยื่อบุบริเวณง่ามก้น เนื้ออ่อนบริเวณอวัยวะเพศ เยื่อบุปาก จมูกหรือเยื่อบุตา แม้จะมีปริมาณน้อยแต่เนื่องจากเป็นพิษร้ายแรงที่สุดโดยไม่มียาถอนพิษ ทำให้เกิดการเสียชีวิตทั้งจากอุบัติเหตุ จากการทำงานหรือจากอารมณ์ชั่วแล่นที่ฆ่าตัวตายทั้งๆที่ไม่ควรจะสูญเสีย


ผลกระทบยังมีต่อผู้หญิงที่ท้องอยู่ และจนกระทั่งเด็กแรกคลอดที่อยู่ในพื้นที่เกษตรกรรม ทั้งนี้ จากการรายงานของคณะผู้ศึกษาจากมหาวิทยาลัย มหิดล และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมกับผู้วิจัยจากสหรัฐฯที่รายงานในปี 2018 ระดับของพาราควอต (Geometric mean) ในปัสสาวะของผู้หญิงท้อง ที่ 28 อาทิตย์ ขณะคลอดและที่สองเดือนหลังคลอด (ซึ่งไม่ได้ออกไปทำเกษตรกรรม) อยู่ในระดับ 2.04 (4.22) 2.96 (5.04) 2.42 (5.33)/mL ข้อมูลที่สำคัญก็คือระดับของสารเคมีในปัสสาวะ ระหว่างผู้ที่ทำงานเป็นเกษตรกรและไม่ได้เป็นเกษตรกรแต่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน มีระดับไม่แตกต่างกัน...ขี้เทาในเด็กที่คลอดใหม่ๆพบว่ามีระดับสูงถึง 33.31 (4.59) ng/g.

ปัจจัยที่เกี่ยวพันกับการที่พบสารเคมีในผู้หญิงท้องและเด็กรวมถึงการที่ทำงานนอกบ้าน มีที่อยู่อาศัยใกล้เคียงกับพื้นที่ที่ทำการเพาะปลูก หรือแม้แต่มีคนในครอบครัวที่ทำงานเป็นเกษตรกร การที่ดื่มน้ำในเขตเกษตรกรรมที่ใช้สารเคมีพาราควอต

กลไกของพาราควอต ที่มีพิษต่อมนุษย์อยู่ที่การสร้างสารอนุมูลอิสระ ที่มีออกซิเจน (Reactive oxygen species) จากกลไกไม่สมดุลของการควบคุมพลังงานในเซลล์ ซึ่งเป็นผลจากสารเคมีพิษ และไปทำอันตรายต่อปอดจนเกิดน้ำท่วมปอด ตกเลือดในปอด และการที่เกิดมีพังผืด และยังมีพิษต่อตับไตและสมอง

คนป่วยในประเทศจีนจากพิษพาราควอตเฉียบพลัน จำนวน 2,136 ราย ซึ่งรวบรวมผู้ป่วยระหว่างปี 2005 ถึง 2012 และรายงานในปี 2014 พบว่ามีอัตราตาย 56% ทั้งนี้ โดยขึ้นอยู่กับความเข้มข้นหรือระดับสารเคมีพิษในเลือด...ผลกระทบอีกประการหนึ่งที่ประชาชนทั่วไปไม่ทราบคือพิษต่อระบบสืบพันธุ์

ทั้งนี้ ได้มีการศึกษาในสัตว์ทดลองและพบว่าหนูตัวผู้ ที่ได้รับสารเคมีที่ปริมาณค่อนข้างมากแต่ไม่ทำให้หนูตายเป็นเวลาแปดอาทิตย์จะมีจำนวนสเปิร์มลดลงและมีการเคลื่อนไหวแหวกว่ายช้าลง จนกระทั่งไม่มีการผลิตสเปิร์มเลย

การศึกษาล่าสุดในปี 2019 จากคณะผู้วิจัยจากประเทศจีน ได้ทำการพิสูจน์ว่าหนูที่ได้รับสารพาราควอต แม้ในปริมาณต่ำ จะส่งผลกระทบการสร้างฮอร์โมนเพศชายโดยการขัดขวางการพัฒนาการของเซลล์เลย์ดิก (leydig cell) จากเซลล์ต้นกำเนิดหรือเซลล์ตั้งต้น

ในการทดลองนั้นประกอบไปด้วยการกำจัดเซลล์เลย์ดิกก่อน โดยการใช้สาร EDS ซึ่งจะทำให้อัณฑะไม่มีเซลล์เหลือ อีกทั้งไม่สามารถสร้างฮอร์โมนเพศชายภายในวันที่ 7-14 หลังจากนั้น เซลล์ดังกล่าวจะเริ่มงอกใหม่จากเซลล์ต้นแบบในวันที่ 17 ถึง 21 โดยมีตัวรับฮอร์โมนที่ส่งผ่านมาจากต่อมใต้สมองชนิดต่างๆ กระบวนการการงอกเซลล์ใหม่จะดำเนินพัฒนาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวันที่ 21 ถึง 35 จึงจะมีการเริ่มพัฒนาการสร้างฮอร์โมนเพศชายและเริ่มเสร็จสมบูรณ์หลังจากนั้นในวันที่ 56

ในหนูที่ได้รับสารเคมีพาราควอต ในระหว่างวันที่ 17 ถึง 28 จะมีผลกระทบกระเทือนกระบวนการสร้างและพัฒนาเซลล์ใหม่รวมจนกระทั่งถึงการสร้างฮอร์โมน ทั้งนี้ จำนวนเซลล์ดูยังมีจำนวนและปริมาณคงเดิม แต่ยีนที่ควบคุมการพัฒนาเซลล์กลับผิดปกติโดยเฉพาะในระยะสุดท้าย แล้วยังไปกระทบเซลล์เซอร์ทอร์ไล (sertoli cell) ซึ่งเป็นเซลล์ค้ำจุน และช่วยผลิตสารหล่อเลี้ยงตัวสเปิร์ม สุดท้ายทำให้มีความผิดปกติในการผลิตสเปิร์ม

นอกจากนั้น ในหลอดทดลองพบว่าสารพาราควอต มีผลโดยตรงโดยการทำให้เซลล์เลย์ดิกตาย และผ่านการสร้างสารอนุมูลอิสระออกซิเจนพิษ

ในการศึกษานี้พิสูจน์ลงลึกไปถึงกลไกในระดับโมเลกุล พบว่าพาราควอต ทำให้ระดับของ mRNA ในเซลล์เลย์ดิก ในการสร้างโปรตีน Hsd17b3. Srd5a1. Hsd11b1 ลดลง และเพิ่ม Hsd3b1 ในวันที่ 35 และในวันที่ 56 มีการเพิ่ม Srd5a1 แต่ Cyp11a1. Cyp17a1. Hsd11b1 ลดลง

ความเข้มข้นของสารพาควอต ที่มีผลทำให้เซลล์เลย์ดิกในหลอดทดลอง มีความผิดปกติจะมีปริมาณน้อยกว่าความเข้มข้นที่วัดในผู้ป่วยในประเทศจีนที่ต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยซ้ำ

ผลของการศึกษาในสัตว์ทดลองนี้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่ออวัยวะสืบพันธุ์ทั้งในด้านการสร้างสเปิร์ม และในการสร้างฮอร์โมนเพศชายแม้ว่าจะได้รับสารเคมีพาราควอตในปริมาณน้อยและในระยะเวลาสั้นๆก็ตาม...ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสารเคมีพิษเหล่านี้ทำอันตรายได้กว้างขวาง ในทุกระยะที่สัมผัสและเกิดผลที่เห็นประจักษ์ชัดได้ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งผลที่มาปรากฏในตอนหลัง และที่คิดไม่ถึงด้วยซ้ำว่าสารเคมีเหล่านี้คือตัวการสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นมะเร็ง สมองเสื่อม โรคพาร์กินสัน และที่กล่าวในบทความนี้คือระบบสืบพันธุ์ในผู้ชาย

หน่วยงานที่รับผิดชอบชีวิตคนไทยต่างให้แบนสารพิษ เหตุไฉนคนไทยยังคงต้องตั้งตารอว่า เมื่อไหร่ และใครจะเป็นผู้ปลดล็อกแผ่นดินไทยให้พ้นจากสารพิษอยู่อีก

ทั้งนี้แน่นอน ต้องไม่มีสารเคมีอื่นมาทดแทนซึ่งก็คือลูกหลานของสารเคมีต้นแบบและจะทำให้ตรวจสอบยากขึ้นไปอีกว่ามีปะปนในสิ่งแวดล้อมหรือในอาหารพืชผักผลไม้หรือไม่และกว่าที่จะต้องพิสูจน์ว่ามีอันตรายอาจจะต้องรอไปอีกศตวรรษหน้ารับมือแผ่นดินอาบพิษ หรือรอให้ตายสิ้นชาติ.

หมอดื้อ


กัญชา การออกฤทธิ์และประโยชน์ (ตอนที่ 3) Print
User Rating: / 0
Articles - Articles
จันทร์, 21 ตุลาคม 2019

ไทยรัฐออนไลน์ รายงาน วันที่ 20 .. 2562 https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/1685718


ตอนสุดท้ายของการออกฤทธิ์ของกัญชาและประโยชน์ซึ่งเรียบเรียงมาจาก “Cannabis Therapeutics and the Future of Neurology” ใน frontiers in Integrative Neuroscience

โรคต่อไปที่กล่าวถึงจะเป็นกันเกลื่อนทั่วโลกคือ โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ ถ้าไม่หาวิธีป้องกันให้ได้ในเร็ววันนี้ เป็นโรคที่น่ากลัว เพราะเมื่อโรคดำเนินไปจะมีอาการไม่พึงประสงค์ เช่น กระวนกระวาย นอนไม่เป็นเวลา อารมณ์แปรปรวน ทำให้การดูแลที่ยากอยู่แล้วยากขึ้นไปอีก

ปัญหาคือจะป้องกันหรือรักษาอย่างไร เมื่อตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าอัลไซเมอร์เกิดขึ้นเพราะว่าอะไร ความคิดที่ว่าเป็นจากโปรตีนผิดปกติ (beta amyloid) ก็ไม่รู้ว่าเป็นต้นเหตุหรือปลายเหตุกันแน่

แต่ที่รู้แน่ๆ คือหลังจากเริ่มมีโปรตีนผิดปกติเกาะตัวในเนื้อสมอง คาดว่าจะสายเกินไปแล้วที่จะรักษา เพราะการก่อตัวของโปรตีนผิดปกติทำให้แหล่งผลิตพลังงานในเซลล์ (mitochondria) ด้อยประสิทธิภาพ มีสารอนุมูลเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติจนเป็นพิษต่อเซลล์สมอง จนการทำงาน เช่น การ ส่งสัญญาณระหว่างเซลล์เสียหาย ที่กล่าวมาเป็นวงจรที่จะทำให้การทำงานของสมองแย่ลงเรื่อยๆ

ฉะนั้นจะรักษาจะป้องกันก็ควรจะเริ่มแต่เนิ่นๆ ที่ตื่นเต้นเพราะระบบ endocannabinoid อาจจะเป็นระบบที่เราหาอยู่ในการหยุดการดำเนินต่อของโรคสมองเสื่อม การกระตุ้นระบบนี้อาจจะทำให้สมดุลของระบบและสมดุลของสมองกลับมาเป็นปกติ ช่วยให้สมองกำจัดโปรตีนผิดปกติได้เร็วขึ้น และตัวระบบกัญชาเองมีฤทธิ์ลดสารอนุมูลผิดปกติ และลดเซลล์สมองเสียหายจากระบบทำลายตัวเอง (glutamate excitotoxicity) ได้อย่างดี

ส่วนตัว CBD เองช่วยลดการอักเสบได้โดยลดการผลิตสารกระตุ้นการอักเสบ (inducible nitric oxide, TNF-alpha and IL-1B expression and release) และยังช่วยบำรุง เซลล์สมองอีกด้วย เริ่มมีการใช้ในปี 1997 กับคนไข้อัลไซเมอร์ที่ไม่ค่อยอยากอาหาร พบว่ากินข้าว และเพิ่มสารอาหาร น้ำหนักขึ้นได้ดี การใช้ในคนไข้สมองเสื่อมอีกกลุ่มก็พบว่าเมื่อใช้กัญชาจะสามารถลดยากดประสาทและทำให้นอนได้ดีขึ้น นอกจากที่กล่าวมายังอารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย เยี่ยมไปเลย

และส่วนตัวที่หมอมีประสบการณ์ในการรักษา พบว่าคนป่วยแม้ว่าจะมีอาการมากจนดูแล ตนเองไม่ได้ ต้องการคนช่วยดูแล 24 ชั่วโมง ติดต่อสื่อสารทางภาษาไม่ได้ กลับดีขึ้นเรื่อยๆ จนช่วยตนเองได้เมื่อเริ่มใช้กัญชาจนปัจจุบันผ่านไป 9 เดือนแล้ว (ถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2562) และคนป่วยอีกหลายรายรวมทั้งคนป่วยพาร์กินสัน

เรื่องสำคัญเรื่องต่อมา น่าจะเป็นเรื่องสำคัญ มากสุดๆของประเทศไทยที่มีอัตราการตาย พิการ จากอุบัติเหตุทางท้องถนนสูงที่สุดในภูมิภาคหรือประมาณ 20,000 คน พิการ อีกเกิน 60,000 คน สูญเสียเงินไปกับสิ่งนี้ไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท นึกว่าสงคราม

ทำอย่างไรดี ยังดีที่การลดอุบัติเหตุกำลังจะไม่ถูกละเลยเพราะกำลังจะเป็นวาระแห่งชาติ แต่จะทำอย่างไรให้ลดได้จริง และลดได้อย่างยั่งยืน ใครคิดออกช่วยเสนอหน่อย ตอนนี้หมอแสวงหาวิธีลดการเกิดความพิการหลังสมองกระทบกระเทือนก่อนแล้วกัน พ่อแม่จะได้เลี้ยงดูลูกที่พิการหลังกะโหลกยุบ เลือดออกในสมอง ได้ง่ายหน่อย

โดยเฉพาะที่ไม่ใส่หมวกกันกระแทก แล้วกัญชามาช่วยในจุดนี้ได้อย่างไร กลไกเดียวกับที่กล่าวด้านบนในการลดสารอนุมูลผิดปกติและลดเซลล์สมองเสียหายจากระบบทำลายตัวเอง (glutamate excitotoxicity) ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรุนแรงหลังจากการกระทบกระเทือนและเป็นเหมือนชนวนให้เซลล์ตายไปตามๆกัน เพราะเกิดการอักเสบรุนแรง เราหวังว่ากัญชาจะไปหยุดวงจรที่วนเวียนนี้และลดการอักเสบต่อเนื่องที่ไม่ใช่ผลดีหลังจากเกิดอุบัติเหตุ เมื่อผ่านจุดอันตรายต่อชีวิตไปแล้ว ในผู้ป่วยสมองพิการหลายคนจะได้รับผลกระทบในระยะยาวเพราะส่วนของสมองได้ทำงานผิดปกติไปแล้วและยังไม่สามารถหาจุดสมดุลใหม่ได้ (chronic traumatic encephalopathy)

และที่พบได้บ่อย คืออาการ เช่น คลื่นไส้ นอนไม่หลับ กระวนกระวาย และประสาทหลอน และกัญชาสามารถช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้ ยังไม่จบที่อุบัติเหตุเท่านั้น แต่อาจจะยังครอบคลุมไปถึงเส้นเลือดตีบตันในสมอง (ischaemic stroke) และเส้นเลือดแตกด้วย (haemorrhagic stroke)

เพราะสองสิ่งนี้ก็คือการกระทบกระเทือนของสมองเฉกเช่นเดียวกับที่เกิดจากอุบัติเหตุและมีเซลล์ตายต่อเนื่องหลังจากเกิดเหตุแบบเดียวกันจึงน่าจะสามารถใช้ได้เหมือนกัน

สุดท้ายแล้ว เคยบอกเรื่องความเกี่ยวข้องของอาหารการกิน กับจำพวกของแบคทีเรียในลำไส้ โยงไปถึงสุขภาพของหัวใจ โอกาสเป็นมะเร็ง รวมไปถึงสิวอีกด้วย คราวนี้มาถึงลำไส้ สมอง (Gut brain axis) และกัญชากันบ้าง แบคทีเรียในลำไส้มันสำคัญยังไง ก็ต้องอึออกมาอยู่ดีไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่เช่นนั้นเสียทีเดียวเพราะแบคทีเรียจำนวนมากอาศัยอยู่ในลำไส้เรา ที่จริงแล้วมันอาศัยอยู่มากกว่า 100 ล้าน ล้านตัว (microbiome)

เยอะกว่าชุดดีเอ็นเอ (genome) ทั้งหมดของเรารวมกันสัก 100 เท่าเห็นจะได้

การศึกษาพบว่าในคนน้ำหนักเกินจะมีแบคทีเรียดีน้อยกว่า (Bacteroides) และมีแบคทีเรียไม่ดีมาแทน (Firmicutes) แต่มันเกี่ยวข้องกันอย่างไรกับสมอง เริ่มจากการปลูกถ่ายอุจจาระที่มีแบคทีเรียจำพวกดีในหนูจำลองโรคพาร์กินสัน พบว่าหนูขยับได้ดีขึ้น และมีการสันนิษฐานว่าการอักเสบจากลำไส้เป็นเพราะเศษแบคทีเรีย (lipopolysaccharide) ที่หลุดรอดผ่านผนังเส้นเลือดเข้าไปในเลือด ต่อมาก็มีการสังเกตว่าการกินอยู่และใช้ชีวิตแบบยุโรปนั้นจะทำให้เกิดสิวมากขึ้น เมื่อเทียบกับคนป่านั้นไม่มีสิวเลย คนป่าก็ไม่มีโรคเบาหวานอีกด้วย


จนมาถึงในช่วง 5 ปีหลังนี้ ที่มีการให้ความสำคัญในเรื่องการอักเสบเรื้อรังในร่างกายกับเนื้อสมองนั้นเป็นตัวกระตุ้นของสมองเสื่อม จึงสำรวจจำนวนของแบคทีเรียก่อสิว (Propionibacterium acnes) ในคนเป็นอัลไซเมอร์และพบว่ามีจำนวนแบคทีเรียกลุ่มนี้ในช่องปากและลำไส้มากกว่าคนที่ไม่ได้เป็น 5-10 เท่าเลยทีเดียว

ที่หนักกว่าคือเมื่อนำสมองคนเป็นอัลไซเมอร์มาเพาะเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรียตัวนี้มันดันโตน่ะสิ มีแบคทีเรียอยู่ในสมองได้อย่างไร ไม่แน่อาจจะแค่มีการเจือปนก็เป็นได้ ยังไงไม่รู้แน่ชัด

แต่กัญชาและพี่น้องของมันมีฤทธิ์ป้องกันการเกิดโปรตีนบิดเกลียวผิดปรกติได้ และยังมีฤทธิ์ป้องกันการโตของแบคทีเรียก่อสิวตัวนี้อีกด้วย ฉะนั้นจริงๆส่วนหนึ่งของฤทธิ์ลดการอักเสบอาจจะมาจากการหยุดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียพวกนี้ก็ได้ นั่นก็รวมถึงแบคทีเรียที่อยู่บนผิวหนังอีกด้วย แบบนี้เรียกว่าหน้าใสสมองดีเลยล่ะ

สรุปหลังพูดมายืดยาว คือเมื่อเป็นยาต้องใช้ให้ถูกจะได้มีประโยชน์อย่างสูงสุด และอันตรายต่ำสุด ข่าวดีอีกข่าวก็เห็นจะเป็นนโยบายหยุดการใช้สารเคมีฆ่าหญ้า ฆ่าแมลงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายและสุขภาพของคนไทย แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะดูแลสุขภาพประชาชนอย่างแท้จริง ด้วยความเป็นห่วงครับ

หมอดื้อ


<< Start < Previous 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Results 1 - 15 of 5332